4 วิธีตกแต่งบ้านให้สวยด้วยของกิน (ผัก และผลไม้)

4 วิธีตกแต่งบ้านให้สวยด้วยของกิน (ผัก และผลไม้)
ผักและผลไม้นั้น เราสามารถนำมาตกแต่งบ้านในโอกาสพิเศษได้ เช่นเทศกาลฮาโลวีน แต่จะว่าไปแล้ว ผักผลไม้นี้ก็ดูน่ารักดี แถมยังมีให้เราเลือกมาใช้อย่างหลากหลายและตลอดทั้งปีอีกด้วย และเรามีคำแนะนำดี ๆ มาฝาก หากคุณอยากจะลองตกแต่งบ้านให้สวยงามด้วยของกินได้เหล่านี้

1.เลือกภาชนะใส: เราสามารถจัดกลุ่มผักและผลไม้ตามขนาดและสีของมัน โดยเลือกจัดใส่ภาชนะแก้วใส ใช้เทคนิค mix and match ได้เช่นจัดแอปเปิลสีแดงไว้กับลูกทับทิมก็เข้ากันดี นอกจากนี้ให้เลือกภาชนะใสที่มีความหลากหลายในรูปร่าง และขนาด จะทำให้การจัดแต่งนั้นดูน่าสนใจขึ้น ลองทำอะไรง่าย ๆ เช่นเลือกมะนาวเล็ก ๆ ไปใส่ไว้ในภาชนะทรงกระบอก แค่นั้นก็ดูน่ารักแล้ว แต่ถ้าหากต้องการจัดผักและผลไม้ เข้าไว้ด้วยกัน ต้องเลือกภาชนะที่ใหญ่หน่อย และเลือกจัดของที่มีขนาดใหญ่ไว้ข้างล่าง ขนาดเล็กไว้ข้างบน และของที่มีผิวนุ่ม ก็ต้องไว้ข้างบนเช่นกัน เพื่อไม่ให้ผิวของมันช้ำ

2.ภาพผักผลไม้ ใส่กรอบติดผนังได้ : ไม่จำเป็นที่เราจะต้องแต่งบ้านด้วยของสดเสมอไป รูปภาพใส่กรอบก็เป็นงานศิลปะที่ดูดี แต่ควรเลือกรูปที่มีขนาดใหญ่กว่าของจริง เพื่อให้เด่น ภาพพวกนี้ แต่งบ้านก็ได้ แต่งออฟฟิศก็ได้ เพราะให้ความรู้สึกสดชื่นดี

3.จัดแบบง่าย ๆ เดิม ๆ : แค่เรานำแอปเปิลหรือผลไม้อื่น ๆ ใส่ลงในถ้วย แล้วไปวางบนโต๊ะอาหาร ก็ช่วยให้ความสดชื่นได้แล้ว และจะยิ่งดูดีหากวางไว้คู่กับแจกันดอกไม้สด ในการแต่งครัวให้ดูสดชื่นขึ้นนั้นก็ทำได้ไม่ยาก แค่มะนาวกับดอกไม้สดใสสีเหลือง ก็ทำให้ดูดีขึ้นมาเยอะ หรืออาจจะเลือกตกแต่งครัวด้วยการผสมผักผลไม้หลาย ๆ อย่างในภาชนะ แล้ววางบนเคาท์เตอร์ก็ได้

4.แต่งสวนในบ้านให้ดูเป็นธรรมชาติ : ผลไม้สวย ๆ ก็เติบโตอยู่บนต้นไม่ได้ การปลูกผลไม้ เพื่อการตกแต่งจึงเป็นทางเลือกที่ดี อาจจะปลูกตามแนวรั้ว ตามทางเดินก็ได้ ไม่เฉพาะผลไม้ ผักก็ปลูกได้เช่นกัน จะทำให้สวนนั้น กลายเป็นสวนที่สดชื่นขึ้นมามากทีเดียว

5 อาหารสำหรับผู้สูงอายุ บอกลา “มนุษย์ป้า” กันเถอะ

5 อาหารสำหรับผู้สูงอายุ บอกลา “มนุษย์ป้า” กันเถอะ
ไม่มีใครอยากเป็น มนุษย์ป้า แน่นอน จริงไหมคะ? มนุษย์ป้าคืออะไร? ก็หมายถึงผู้สูงอายุที่อารมณ์เสีย หงุดหงิดง่าย และด่ากราดคนอื่นทั้งที่เป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราเคยเห็นจริงๆ หรือเห็นในคลิปกันนั่นแหละค่ะ จริงๆ แล้วมนุษย์ลุง มนุษย์ป้าเหล่านี้เขาอาจจะไม่ได้เป็นคนอารมณ์ร้อนตั้งแต่ต้น อาจเพราะ “วัยทอง” ที่เขาเป็นอยู่ ที่ส่งผลให้ป้าๆ แกหงุดหงิดง่ายขึ้นนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่าอายุเริ่มจะมากขึ้น ย่างเข้า 40 ปลายๆ หรือแม้กระทั่งวัยทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองเครียดง่าย โมโหง่าย ฮอร์โมนหญิงไม่ปกติ ลองทานอาหารเหล่านี้ รับรองว่าช่วยได้มากเลยล่ะ

ถั่วเหลือง
หลายคนน่าจะทราบกันดีว่า ถั่วเหลืองกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน เพราะถั่วเหลืองมีไฟโตเอสโตรเจนที่มีคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนเพศหญิง การเพิ่มไฟโตเอสโตรเจนให้กับร่างกาย จึงช่วยลดอาการวัยทองได้เป็นอย่างดี ทั้งอาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ กระดูกพรุน รวมไปถึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม และโรคหัวใจขาดเลือดได้ด้วย นอกจากถั่วเหลืองเป็นเม็ดๆ ยังสามารถทานนมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ หรือโยเกิร์ตที่ทำจากนมถั่วเหลืองได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ไฟโตเอสโตรเจนที่อยากแนะนำให้ทาน ควรมาจากอาหาร ไม่ควรทานติดต่อกันนาน หรือมากเกินไป ไม่แนะนำให้ซื้อเป็นสมุนไพรจำพวกว่านชักมดลูก กาวเครือ ตังกุย หรือโปรตีนสกัดเข้มข้น เพราะหากควบคุมปริมาณในการทานที่ไม่เหมาะสม ทานมากเกินไป อาจกลายเป็นเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคต่างๆ แทน ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ โรคตับ หรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด อยู่แล้ว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทาน

ปลา
เนื่องจากวัยสูงอายุอาจจะไม่ได้มีกิจกรรมโลดโผนอะไรมากมายเท่าสมัยวัยรุ่น หรือวัยทำงาน การเผาผลาญพลังงานก็อาจน้อยลง โปรตีนที่ควรทานจึงควรเป็นโปรตีนที่มีไขมันน้อย และย่อยง่าย นั่นก็คือเนื้อปลานั่นเอง นอกจากนี้หากเลือกเป็นปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาทูน่า ปลาแซลมอน หรือปลาไทยอื่นๆ ที่มีโอเมก้า 3 ก็จะช่วยเรื่องระบบประสาทและสมอง ลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

ข้าวกล้อง
อย่างไรผู้สูงอายุก็ยังต้องการแป้ง แต่เป็นแป้งที่ขัดสีจะดีที่สุด เพราะยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ นอกจากพลังงาน มีกากใยอาหารที่ช่วยเรื่องของการขับถ่ายให้เป็นปกติ (ผู้สูงอายุหลายคนมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย) และที่สำคัญ ข้าวกล้องยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย

ผักหลากสี
การรับประทานผักหลากสี จะทำให้ได้คุณค่าทางสารอาหารหลากหลายเช่นกัน ผู้สูงอายุควรได้รับแร่ธาตุที่หลากหลายเพื่อบำรุงร่างกายในหลายๆ ด้าน ทั้งวิตามินเอที่ช่วยเรื่องสายตา วิตามินบีช่วยเรื่องเหน็บชา วิตามินซีช่วยเรื่องฟัน และป้องกันหวัด วิตามินดีที่ช่วยเรื่องกระดูก รวมไปถึงกากใยของผักที่จะช่วยให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น ป้องกันโรคลำไส้โป่งพอง และลดความเสี่ยงในการเป็นโรคริดสีดวงทวาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่

ผลไม้รสหวานน้อย
ผลไม้ยังจำเป็นต่อผู้สูงอายุ เพราะเป็นแหล่งวิตามินชั้นดีที่ควรรับเพิ่มเติมจากการทานผัก ควรรับประทานผลไม้ทุกวัน และหลายๆ ชนิดสลับกัน แต่ควรเลือกทานชนิดที่มีน้ำตาลน้อย เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แตงโม แคนตาลูป และหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง (หรือทานแต่น้อย) เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน น้อยหน่า เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนที่ไม่อยากเป็นมนุษย์ป้าต้องจำไว้ คือการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง อาจหากิจกรรมคลายเครียดทำ อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ฟังเทศน์ฟังธรรม สวดมนต์ และทำบุญ ช่วยให้จิตใจสงบสุข ลดความตึงเครียดในสมองได้มาก สูงอายุอย่างมีสติกันดีกว่าค่ะ

ไม่ผิดใช่มั๊ย ที่แม่ให้ลูกเป็นอันดับหนึ่ง

ไม่ผิดใช่มั๊ย ที่แม่ให้ลูกเป็นอันดับหนึ่ง
สมัยนี้คนตัดสินใจมีลูกกันน้อยลง และส่วนใหญ่ก็ตัดสินใจมีลูกแค่คนเดียว เพราะคาดหวังว่าอยากจะทุ่มเทความรัก ทุ่มเททุกสิ่งอย่างให้ลูกคนเดียวอย่างเต็มที่ที่สุด พ่อแม่หลายคนพอมีลูกจึงกลายเป็นว่าทุ่มเททุกอย่างให้ลูก มีอะไรก็คิดถึงลูกก่อนเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยความรักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไขไม่ผิดใช่มั๊ย…ที่ใส่ใจดูแลลูกเต็มที่ จนคนมองว่าเยอะ!!

หลายคนก่อนมีลูก ใช้ชีวิตนอกบ้านมากกว่าอยู่ในบ้านเสียอีก ออกไปเที่ยวเล่น เดินห้าง ชอปปิ้ง ปาร์ตี้กับเพื่อน เป็นผู้หญิงลั้ลลา ให้เวลากับตัวเองเต็มที่ แต่พอมีลูกก็ให้เวลาทั้งหมดกับลูก แทบไม่อยากออกจากบ้าน หรือห่างลูกไปไหนเลย ลูกต้องอยู่ในสายตาตลอด กินข้าวก็กินด้วยกัน นอนด้วยกัน อาบน้ำด้วยกัน ทำกิจกรรมอะไรก็ต้องมีลูกอยู่ด้วยตลอด เรียกได้ว่า ทุกวินาที จะทุ่มเทเอาใจใส่แต่กับลูก มีแม่หลายคนตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาเป็นแม่ฟูลไทม์เพราะอยากดูแล ลูกให้เต็มที่ แต่กลับกลายเป็นว่าคนอื่นมองว่าเราเยอะไปไม่ผิดใช่มั๊ย…ที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แต่บางคนคิดว่าเกินจำเป็นจะว่าเห่อลูกก็ยอมรับนะ แม่ตกอยู่ในอาการนี้ตั้งแต่เริ่มท้อง จนเจ้าตัวเล็กคลอดออกมาลืมตา ดูโลก ใครจะพูดยังไง แนะนำอะไรก็ตาม แม่จะฟังแล้วตัดสินใจว่าอะไรที่ลูกชอบ อะไรที่เข้า กับ ธรรมชาติของลูก แม่ขอแค่ให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม่ก็จะสรรหาของดีๆ มาให้ลูก ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน ของเล่นเสริมพัฒนาการ ข้าวของเครื่องใช้ อย่างผลิตภัณฑ์เด็ก ก็ต้องมาจากธรรมชาติ ถ้าเป็นออแกนิกได้ยิ่งดี งานขายของ-งานแฟร์แม่และเด็ก ไม่ว่าจะจัดที่ไหน อะไรที่ว่าดีแม่พุ่งตัวไปจัดหามาให้ลูกหมดทุกอย่าง แม้แต่เนอสเซอรี่ พ่อแม่ก็เตรียมวางแผนเริ่มมองหา กันไว้ข้ามปีเพื่อให้ลูกได้สิ่งที่ดีที่สุด จนคนรอบข้างคิดว่าเกินความจำเป็น

แล้วผิดมั๊ย…ที่แม่ใส่ใจเลี้ยงลูกเป็นอันดับหนึ่ง?

จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเลี้ยงลูกแบบไหนก็ไม่มีผิดไม่มีถูกค่ะ เพราะแม่ทุกคนก็ต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุด กับลูกทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของลูกคุณ เบบี้มายด์เชื่อว่าอะไรที่เป็นธรรมชาติย่อมดีที่สุดสำหรับลูกน้อย เพียงแต่ต้องไม่มากจนเกินพอดี และต้อง ไม่ทำให้คุณแม่เหนื่อยเกินไปจนส่งผลกระทบกับลูกน้อย ขอให้คุณแม่เชื่อมั่นในตัวเอง และมั่นใจในสไตล์การเลี้ยงลูกของตัวเองนะคะBabi Mild ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เข้าใจธรรมชาติของลูกน้อยและเชื่อว่าธรรมชาติคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทารก เบบี้มายด์เป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคน #ไม่มีผิดไม่มีถูก #เบบี้มายด์ธรรมชาติดีที่สุด

ปัญหา 5 อย่างที่แก้ได้ด้วยการทาสี


ปัญหา 5 อย่างที่แก้ได้ด้วยการทาสี
การทาสีนับเป็นวิธีการหนึ่ง ในการแก้ไขปรับปรุงบ้าน ได้ดูดีขึ้นได้ในราคาสุดประหยัด ทั้งการปรับปรุงเฟอร์นิเจอร์ พื้นบ้าน งานไม้หลาย ๆ งาน แค่ทาสีก็ทำให้ดูดีขึ้นเยอะ โดยเฉพาะกับ 5 สิ่งต่อไปนี้ การทาสีใหม่ช่วยได้ โดยไม่ทำให้ผิดหวังเลย

1.การแก้ไขบันไดแคบ บ้านที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ มักจะมีบันไดที่ค่อนข้างแคบ แต่งานนี้ การทาสีช่วยทำให้บันไดดูกว้างขึ้นมาได้ ลองเลือกใช้สีเขียวมินท์ทาลงที่บริเวณขั้นบันได สีนี้ช่วยให้ดูสดใส และช่วยให้พื้นที่แคบ ๆ นั้นดูกว้าง โล่ง สว่างขึ้น แม้แต่บ้านเก่า ๆ ก็สามารถใช้สีนี้ช่วยให้ขั้นบันไดดูสดใสได้เช่นกัน

2.แก้ไขพื้นไม้เก่า ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน การทาสีพื้น โดยตกแต่งให้มีลวดลายเรขาคณิต เป็นทางเลือกที่ดีมากทางหนึ่ง แค่ใช้สี 2 สี อย่างเช่น สีฟ้าเทอร์คอยซ์ กับสีมะนาว ทาตกแต่งพื้น เป็นตารางตัดกัน แค่นั้นก็ทำให้บ้านดูเด่นขึ้นมาแล้ว การตกแต่งพื้นเล่นลายแบบนี้ ช่วยปกปิดพื้นบ้านเก่า ๆ ให้ดูดีขึ้น ทำให้ได้ลุคส์ใหม่ที่แตกต่าง ซึ่งอาจจะนำไปใช้กับพื้นโรงรถ ก็ได้ด้วยเช่นกัน เป็นวิธีที่ง่าย และประหยัด
3.เปลี่ยนห้องน้ำที่น่าเบื่อให้ดูมีสีสันขึ้น บ้านที่ใช้ห้องน้ำสีขาวล้วน ทั้งผนัง สุขภัณฑ์ ตู้ต่าง ๆ นาน ๆ ไปก็อาจจะดูน่าเบื่อ กรณีนี้ การทาสีช่วยได้ อาจจะเลือกที่สีตู้เก็บของใต้อ่างล้างหน้าให้สดใสขึ้น เพียงจุดเดียวก็ทำให้ภาพลักษณ์เปลี่ยนไปแล้ว

4.กรอบหน้าต่างเก่าซีด หากเริ่มเห็นว่า กรอบหน้าต่าง มีสีซีดจาง มีร่องรอยทำให้บ้านดูเก่า สามารถแก้ได้ด้วยการทาสีกรอบหน้าต่างเสียใหม่ ซึ่งควรเลือกกรอบสีเข้มอย่างเช่นสีดำ เพราะจะทำให้กรอบหน้าต่างนั้นดูเด่นขึ้น และกรอบดำนี้ยังเข้ากันได้ดีกับพื้นหรือม่านลายกราฟฟิก อีกทั้งยังช่วยปกปิดร่องรอยบนเนื้อไม้ของบานหน้าต่างได้อีกด้วย

5.โคมไฟเชย ๆ ก็แก้ไขได้ด้วยการทาสีเช่นกัน ถ้าโคมไฟ หรือไฟที่ห้อยลงมาจากเพดาน เป็นดีไซน์เก่า ที่ใช้มานานมากแล้ว เราสามารถเปลี่ยนให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยการทาสี เช่น การทาสีด้านนอกโคมเป็นสีดำ ส่วนด้านใน ก็ให้เป็นโทนสีทอง เพียงแค่นี้ ก็จะได้ลุคส์ใหม่ ที่ดูเรียบและทันสมัยกว่าเดิมแน่นอน

กำจัดขนด้วยเลเซอร์ อันตรายหรือไม่

กำจัดขนด้วยเลเซอร์ อันตรายหรือไม่
ผิวหนังของคนเราเกือบทุกส่วนจะปกคลุมด้วยเส้นขน ยกเว้นบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า เส้นขน มีประโยชน์หลายอย่างแตกต่างกันตามตำแหน่ง เช่น ขนบริเวณลำตัวและแขนขา ช่วยควบคุมระดับอุณหภูมิในร่างกาย ขนบริเวณหนังศีรษะมีไว้ปกป้องแสงแดดและเพื่อความสวยงาม ขนบริเวณรักแร้ ลดแรงเสียดสี เป็นต้น
แต่ในบางครั้งเส้นขนที่ดกดำมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความสวยงามหรือบุคลิกภาพของคุณได้เช่นกัน เช่น เส้นขนบริเวณหน้าแข้งหรือริมฝีปากของคุณสุภาพสตรี ภาวะความผิดปกติของฮอร์โมนหรือผลข้างเคียงของยาบางประเภทก็สามารถก่อให้เกิดขนขึ้นมากผิดปกติ หรือเกิดขนงอกในบริเวณที่ไม่ควรงอก เช่น โรค Polycystic ovarian syndrome การรับประทานยาประเภทสตีรอยด์ หรือยากดภูมิคุ้มกันบางประเภท เป็นต้น การกำจัดขนจึงอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบางท่าน

วิธีกำจัดขนมี 2 วิธี คือ

1. กำจัดขนแบบชั่วคราว ได้แก่ การโกน ถอน ใช้ด้ายกระตุกซึ่งวิธีการเหล่านี้ นอกจากต้องทำบ่อย ๆ เพราะความที่เป็นวิธีที่ไม่ถาวรแล้ว ยังมักก่อให้เกิดปัญหาของรูขุมขนอักเสบ และขนคุดตามมา

2. กำจัดขนแบบถาวร ในปัจจุบันมี 2 วิธี คือ

– วิธี electrolysis คือ การใช้เข็มสอดลงไปที่รากขนทีละเส้นแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าทำลายรากขน วิธีนี้ค่อนข้างเจ็บและเสียเวลานานมาก เพราะต้องสอดเข็มลงไปที่รากขนทีละเส้น และมีโอกาสเสี่ยงกับการเกิดแผลเป็นค่อนข้างสูง เพราะว่าการสอดเข็มลงไปที่รากขนเป็นวิธีการสอดแบบสุ่ม โดยที่ผู้ทำการรักษาไม่ทราบว่ารากขนอยู่ที่ใด

– วิธีใช้แสงความเข้มสูงและเลเซอร์ เป็นวิธีการกำจัดขนโดยอาศัยพลังงานความร้อนจากแสงไปทำลายรากขน แสงสามารถทำลายรากขนโดยเฉพาะเจาะจง เพราะว่าบริเวณรากขนจะมีเซลล์สร้างสีที่เรียกว่าเมลาโนซัยท์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวนำแสงหรือตัวดูดพลังงานแสงให้มาอยู่เฉพาะบริเวณรากขน

แสงความเข้มสูงและเลเซอร์กำจัดขนได้อย่างไร?
เครื่องกำจัดขนสามารถส่งพลังงานแสงไปที่รากขน เซลล์สร้างสีบริเวณรากขนจะทำหน้าที่ดูดรับพลังงานแสง แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนเพื่อทำลายรากขน
ความรู้สึกระหว่างกำจัดขนด้วยแสงคล้ายกับหนังยางดีดบนผิวหนัง เป็นความรู้สึกซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ทนความรู้สึกได้ บริเวณผิวหนังอ่อน ๆ เช่น ริมฝีปาก ขาหนีบจะรู้สึกมากกว่าบริเวณอื่น การทายาชาชนิดครีมก่อนการทำเลเซอร์จะช่วยลดความรู้สึกระหว่างการรักษาได้ นอกจากนี้เลเซอร์หลายชนิดมีระบบให้ความเย็นแก่ผิวหนัง ซึ่งสามารถลดอาการเจ็บระหว่างการรักษาได้

การกำจัดขนด้วยเลเซอร์ใช้เวลานานเท่าใด ?
ระยะเวลาที่ใช้ขึ้นกับตำแหน่ง เช่น บริเวณรักแร้ใช้เวลาเพียง 2-3 นาที ส่วนบริเวณแผ่นหลังหรือหน้าแข้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

การรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านใดบ้าง ?
ผลของการรักษาขึ้นอยู่กับสีของขนและสีผิว โดยทั่วไปเส้นขนสีดำเข้มจะได้ผลดีกว่าเส้นขนสีอ่อน คนผิวขาวมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ

การกำจัดขนด้วยแสงต้องทำกี่ครั้ง ?
การกำจัดขนด้วยแสงจะทำลายเส้นขนประมาณ 15%-30% ภายหลังการรักษา 1 ครั้ง โดยทั่วไปต้องรักษาประมาณ 5-8 ครั้ง การรักษามักทำทุก 4-6 สัปดาห์

ผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรภายหลังการทำ?
ผิวหนังบริเวณรอบรูขุมขนจะแดงและบวมเล็กน้อยภายในระยะเวลา 30 นาทีภายหลังการรักษา ซึ่งอาการนี้จะหายไปเองภายในเวลา 1 วัน การประคบด้วยความเย็นจะช่วยลดอาการแสบร้อนได้ ผิวหนังภายหลังการรักษาจะไม่เกิดแผล ไม่มีเลือดออก และไม่จำเป็นต้องปิดแผล

ควรดูแลรักษาอย่างไรภายหลังการกำจัดขน ?
ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประวันได้ปกติ ควรยกเว้นการใช้สบู่หรือครีมที่ระคายเคืองที่ผิวหนัง เช่น Retin-A, AHA ผู้ป่วยสามารถอาบน้ำได้ปกติ ควรหลีกเลี่ยงการออกแดด และควรใช้ครีมทากันแดดในบริเวณที่ได้รับการรักษา

เส้นขนภายหลังการรักษาเป็นอย่างไร ?
เส้นขนจะค่อยๆ ถูกดันให้หลุดออกจากผิวหนังภายใน 2 สัปดาห์ หลังการรักษา

ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำเลเซอร์ ?
ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนทำเลเซอร์ ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ไม่จำเป็น ไม่ควรถอนหรือแว็กซ์ขน หากจำเป็นอาจใช้วิธีโกน แต่ควรหยุดโกนขนภายในระยะเวลา 2-3 วัน ก่อนการทำการรักษา

กันต์ กันตถาวร ลั่นอย่าโทษทีมงาน ขอรับผิดคนเดียวในฐานะพิธีกร The Mask Singer

กันต์ กันตถาวร ลั่นอย่าโทษทีมงาน ขอรับผิดคนเดียวในฐานะพิธีกร The Mask Singer
กระแสวิพากษ์วิจารณ์รายการ The Mask Singer ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นตัวพิธีกร คณะกรรมการ หรือทีมงาน เรียกว่ากระแสเยอะจนกระทั่งรายการได้ออกจดหมายขอโทษอย่างเป็นทางการ ล่าสุด กันต์ กันตถาวร พิธีกร The Mask Singer ได้เขียนระบายความรู้สึกถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าตัวขอรับผิดไว้คนเดียว

“ในฐานะพิธีกร @themasksingerth ทีมงานเปรียบเสมือนกองทัพ ผมเปรียบเสมือนแม่ทัพ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น นี่คือกองทัพของผม ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมอย่างดีที่สุด เพื่อรอยยิ้มและเสียงหัวเราะและความสุขของคนไทยทั้งประเทศ ถ้ามีความผิดพลาดใดเกิดขึ้นทำให้การรบครั้งนี้ไม่ได้ชัยชนะอย่างเอกฉันท์ “ผมขอรับผิดชอบเอง! “

“แค่อยากจะบอกคนไทยทั้งประเทศว่า … กองทัพนี้จะไม่หยุดจนกว่าคุณจะยิ้มและหัวเราะและมีความสุข เพราะนั่นคือจุดมุ่งหมายสูงสุด ที่กองทัพนี้ มีเป้าหมายเดียวกัน พวกเราไม่ใช่กองทัพที่เก่งที่สุดในโลก แต่พวกเรารักในสิ่งเดียวกันและพวกเราสัญญาว่าพวกเราจะไม่ล้มเหลว เพราะกองทัพของพวกเราไม่มีวันล้มเลิกจนกว่าเป้าหมายจะสำเร็จ #kankantathavorn @themasksingerth#themasksinger”

นี่แหละมืออาชีพอย่างแท้จริง

เรื่องน่ารู้…เกี่ยวกับครีมกันแดด

เรื่องน่ารู้…เกี่ยวกับครีมกันแดด
พอถึงหน้าร้อน เรามักจะนึกถึงครีมกันแดด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วสำหรับ “ยุคโลกร้อน” อย่างสมัยนี้ ครีมกันแดดควรจะเป็นของคู่กายของทุกคนทุกครั้งที่ออกแดด โดยเฉพาะตอนที่ไปเจอแดดจัดๆ ยังมีความจริงเกี่ยวกับครีมกันแดดอีกมากมายที่ควรรู้ และต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของข้อสงสัยและคำตอบ ตลอดจนความรู้ที่จะทำให้คุณใช้ครีมกันแดดอย่างถูกต้องและได้ผลมากขึ้น

ข้อสงสัย: All day protection ปกป้องผิวได้ทั้งวันจริงหรือ?

คำตอบ: ไม่ว่าบนตัวผลิตภัณฑ์กันแดดจะอ้างคุณสมบัติว่าสามารถปกป้องผิวได้นานตลอดทั้งวันหรือยาวนานเพียงใด แต่ความจริงก็คือเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะครีมกันแดดที่ทาลงไปเมื่อเจอกับเหงื่อ น้ำมัน หรือของเหลวอื่นๆ มันจะลบเลือน และประสิทธิภาพในการปกป้องผิวก็จะลดลงตามไปด้วย ทางที่ดีควรทาครีมกันแดดซ้ำระหว่างวันจะช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีได้ดีที่สุด

ข้อสงสัย: Sun screen กับ Sun tan เหมือนกันหรือไม่?

คำตอบ: ไม่เหมือนกัน แต่อาจเป็นเพราะขวด Sun screen และ Sun tan มักวางอยู่ใกล้กันบนชั้นขายของในร้านค้า หลายคนจึงสับสนหรือคิดเอาเองว่ามันคือสิ่งเดียวกัน แท้จริงแล้วมีเพียง Sun screen เท่านั้นที่ทำหน้าที่กันแดดป้องกันรังสียูวี ส่วน Sun tan เป็นครีมที่ทาเพื่อให้ผิวดูดซับรังสียูวีได้มากขึ้น ผิวจึงคล้ำลง หรือที่เรียกว่ามีผิวสีแทนแบบที่ฝรั่งผิวขาวนิยมกัน

ข้อสงสัย: ควรเลือกใช้ครีมกันแดดแบบไหนดี?

คำตอบ: ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแนะนำให้เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติกันน้ำ (water resistant) มีค่า SPF 30 เป็นอย่างต่ำ (และไม่จำเป็นต้องสูงมาก เพราะค่า SPF สูง ไม่ได้หมายความว่าสามารถกันแดดได้ดีกว่า) นอกจากนี้ควรเลือกชนิดที่ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี (broad-spectrum sunscreen)

ข้อสงสัย: ครีมกันแดดมีแต่เนื้อครีมอย่างเดียวหรือ?

คำตอบ: เปล่าเลย นอกจากเนื้อครีมยังมีผลิตภัณฑ์กันแดดแบบที่เป็นเนื้อเจล แบบสเปรย์ แบบแท่ง แบบโลชั่น ซึ่งเหมาะสำหรับการใช้งานต่างกันไป เช่น แบบสเปรย์เหมาะกับเด็ก แบบเนื้อเจลเหมาะกับผิวที่มีเส้นขน แบบแท่งเหมาะสำหรับทาผิวส่วนที่บอบบาง เช่น รอบดวงตา ขณะที่แบบโลชั่นเหมาะสำหรับทุกส่วนของร่างกาย ดังนั้นเพื่อการใช้อย่างได้ผล ควรเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับบุคคลและพื้นผิวที่นำไปใช้

ข้อสงสัย: ครีมกันแดดมีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่?

คำตอบ: ครีมกันแดดที่ยังไม่เปิดใช้จะมีอายุราว 3 ปีนับจากวันที่ผลิต ส่วนครีมกันแดดที่เปิดใช้แล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 1 ปี แต่หากพบว่าเนื้อครีมเปลี่ยนสภาพ มีกลิ่นที่ผิดแปลกไปจากปกติก็ไม่ควรนำมาใช้ การเสื่อมสภาพก่อนหมดอายุการใช้งานของครีมกันแดดสามารถเกิดขึ้นได้ หากถูกเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

ข้อสงสัย: ต้องทาครีมกันแดดที่บริเวณใดบ้าง?

คำตอบ: คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการทาครีมกันแดดเฉพาะพื้นผิวบริเวณกว้างๆ และถูกแดดโดยตรง เช่น ใบหน้า แขนและขา แต่มักจะลืมใส่ใจจุดเล็กๆ ที่ถูกแดดลามเลีย เช่น ต้นคอ อก ใบหู และหลังเท้า ซึ่งจะทำให้ผิวดูด่างๆ เพราะสีผิวไม่สม่ำเสมอจากการถูกแสงแดดไม่เท่ากัน ดังนั้นควรทาให้ทั่วทั้งตัว อย่าลืมจุดเล็กๆ ที่กล่าวมา

ความรู้เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ น่าจะทำให้คุณรู้จักครีมกันแดดมากขึ้น สามารถเลือกมาใช้ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น เพื่อการออกแดดอย่างมั่นใจมากขึ้น ไม่ว่าในหน้าร้อนนี้ หรือในวิถีชีวิตประจำวันที่ต้องเจอแดดแรงและรังสียูวีอยู่เป็นประจำ โลกยิ่งร้อนเราต้องยิ่งระวังตัว

จริงหรือไม่ ท้องผูกเรื้อรัง เสี่ยง ไส้ติ่งอักเสบ

จริงหรือไม่ ท้องผูกเรื้อรัง เสี่ยง ไส้ติ่งอักเสบ
นอกจาก ผ่าตัดไส้ติ่ง จะเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งแล้ว (อ่านรายละเอียดที่นี่) ยังมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไส้ติ่งอีกเรื่อง นั่นคือ ความเสี่ยงของอาการไส้ติ่งอักเสบ ที่มาจากอาการท้องผูกเรื้อรัง จริงเท็จแค่ไหน เกี่ยวข้องกันยังไง Sanook! Health ขออนุญาตนำคำตอบจากคุณหมออาคิ จากเฟซบุ๊คเพจ Dr.Aki – หมออาคิ มาให้ได้อ่านกันค่ะ

ท้องผูกเรื้อรัง ก่อ “ไส้ติ่งอักเสบ” ได้

“ไส้ติ่งอักเสบ” เป็นโรคฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องรีบทำการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน และปวดท้องเฉียบพลัน ที่พบได้บ่อยคือ “ปวดท้องย้ายตำแหน่ง” ตอนแรกจะมีอาการปวดแน่นทั่วๆท้อง จากนั้นจะย้ายมาปวดบริเวณท้องน้อยข้างขวา ทั้งนี้ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆภายใน 24 ชั่วโมง

เราสามารถป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบได้ไหม?

การอุดกั้นของไส้ติ่งเป็นสาเหตุหลักของไส้ติ่งอักเสบ ที่พบบ่อยเกิดจาก “ก้อนนิ่วอุจจาระ” (Fecolith) ไปอุดกั้นไส้ติ่ง ทั้งนี้ “นิ่วอุจจาระ” ก็คือ ก้อนอุจจาระแข็งตัวสภาพเป็นเหมือนก้อนหินปูนเนื่องมาจากสภาวะท้องผูกอย่างเรื้อรังส่งผลให้อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานานจนอุจจาระแข็งขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นการป้องกันโรคไส้ติ่งอักเสบที่เราทุกคนทำได้จึงเป็นการระวังไม่ให้เป็นท้องผูก โดยการทานผักผลไม้มากๆ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทั้งนี้มีงานวิจัยเชิงสถิติหนึ่งสนับสนุนในเรื่องนี้พบว่า ปริมาณเฉลี่ยของใยอาหารจากผักผลไม้ที่ทานต่อวันของผู้ที่เคยเป็นไส้ติ่งอักเสบจะน้อยกว่าของผู้ที่ไม่เคยเป็นไส้ติ่งอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ

แนวทางการรักษาไส้ติ่งอักเสบ

ในปัจจุบัน การผ่าตัด ถือเป็นมาตรฐานทางการแพทย์ในการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ (ยกเว้น ไส้ติ่งอักเสบที่มีภาวะแทกซ้อนบางกรณีที่จะใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาก่อนเบื้องต้น) แม้ว่ามีงานวิจัยเทียบการรักษาไส้ติ่งอักเสบโดยการใช้ยาปฏิชีวนะกับการผ่าตัดมาบ้าง การใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับการรักษาไส้ติ่งอักเสบโดยส่วนใหญ่ก็ยังไม่จัดเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐาน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้แพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นผู้ตัดสินใจวิธีการรักษานะครับ

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดไส้ติ่ง

สืบเนื่องจากงานวิจัยหนึ่งในบทความก่อนที่ชี้ว่า ภายใน 3 ปีครึ่งคนที่ผ่าตัดไส้ติ่งจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ผ่าตัดกว่า 2 เท่า จึงแนะนำสำหรับผู้ที่ผ่าไส้ติ่งไปแล้วให้รับการตรวจสุขภาพทั่วไปประจำปีพร้อมทั้งตรวจเลือดเจือปนในอุจจาระ (Fecal occult blood test) ทุกปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้เบื้องต้น โดยเฉพาะในช่วง 4 ปีหลังผ่าตัด (จะตรวจทุกปีไปตลอดเลยก็ยิ่งดีครับ)

นอกจากนี้ก็ควรหันมาเน้นทานผักผลไม้เป็นหลัก โดยเสริมอาหารกลุ่มโปรไบโอติกส์และผักที่มีไฟเบอร์ละลายน้ำให้มากขึ้น จะส่งผลช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ เพื่อสุขภาพของลำไส้และร่างกายของเรานะครับ

ไม่อยากตาดำเป็นหมีแพนด้า อย่านอนดึก

ไม่อยากตาดำเป็นหมีแพนด้า อย่านอนดึก
การนอนดึก ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดูจะปกติไปแล้ว สำหรับน้องๆ กว่าจะเข้านอนจริงๆ ก็เกือบเที่ยงคืนบ้าง หรืออาจจะมากกว่านั้นเพราะกลับจากโรงเรียน ทำโน้น นั่นนี่ เผลอแปปเดียวก็สี่ห้าทุ่มไปแล้ว แต่มีใครรู้บ้างว่าการนอนดึกนั้น มีผลต่อร่างกายเราเป็นอย่างมาก เคยได้ยินมั้ย!!ยิ่งนอนดึก สมองไม่แล่น สมองตื้อคิดไรไม่ออก ตามความเป็นจริงน้องๆ ควรต้องนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แต่พี่ๆ เข้าใจเพราะพี่ๆ ก็ผ่านช่วงนั้นกันมาแล้ว วันนี้พี่ๆ Sanook! Campus จะมาช่วยให้น้องๆ เลิกเป็นคนติดนอนดึก เรามาดูวิธีกันเลยครับ

ออกกำลังกายเยอะๆ เลิกเรียนเราก็หาเวลาไปว่ายน้ำ หรือเล่นบาส ที่ใช้พลังงานค่อนข้างมากหน่อย เมื่อร่างกายเราใช้พลังงานไปเต็มที่แล้ว พอถึงเวลาเข้านอนพี่เชื่อเลยว่าทำให้หลับง่ายขึ้นเพราะเราใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายไปแล้วนั้นเอง ตื่นมาจะได้สดชื่นพร้อมลุยในวันใหม่
อย่าติดโทรทัศน์หรือมือถือ ข้อนี้อาจจะยากไปหน่อยสำหรับคนที่ชอบอัพเดทข่าวสารหรือโซเชียลทั้งในมือถือ หรือโทรทัศน์ เราก็ควรกำหนดชั่วโมงในการดูให้น้อยลง แล้วฝึกบังคับให้ตัวเองนอนไม่ดึกยังไงก็ต้องลองทำดูนะ สู้ๆ^^
หาเครื่องดื่มอุ่นๆ ดื่มก่อนนอน ยิ่งถ้าเป็นนมอุ่นๆ สักแก้วก่อนนอนเป็นอะไรที่ดีมาก จะได้ช่วยผ่อนคลายแล้วทำให้นอนหลับสบายด้วย

หนังสือสักเล่มก่อนนอน อาจจะทบทวนบทเรียนที่จะต้องเรียนในวันรุ่งขึ้น หรือจะอ่านหนังสือทั่วๆ ไปก็ได้การอ่านหนังสือก็เป็นอีกตัวช่วยนึงที่ทำให้เราอยากนอนเร็วจัดห้องนอนให้น่านอนกว่าเดิม อาจจะทำให้ไฟในห้องสลัวๆ หน่อย หรือปรับ

บิ๊กตู่ไม่หนุนสร้างบ่อนกาสิโน ขอ “วีระ” อย่าสร้างความขัดแย้ง

“บิ๊กตู่”ไม่หนุนสร้างบ่อนกาสิโน ขอ “วีระ” อย่าสร้างความขัดแย้ง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม. กรณีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชั่น เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบบ่อนกาสิโน ด่านช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า จริงๆแล้วนายวีระไม่มีหน้าที่จะไปตรวจพื้นที่ ให้ระมัดระวังหน่อยแล้วกัน เพราะเป็นพื้นที่ชายแดน พื้นที่ที่มีความอ่อนไหว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับการสร้างบ่อนกาสิโนเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่ดูเรื่องการปักปันเขตแดนเป็นผู้ตัดสินใจ เมื่อไหร่ที่มีการปักปันเขตแดนเสร็จ หากเป็นพื้นที่ของเรา กัมพูชาก็ต้องรื้อทิ้งออกไป แต่หากเป็นพื้นที่ของกัมพูชา เราก็ต้องให้ไป ซึ่งทั้งหมดมีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่ อีกทั้งการปักปันเขตแดนต้องเห็นชอบกันทั้งสองประเทศ “ทั้งนี้เขตแดนมีระยะทางยาว หลายพื้นที่ที่ยังปักปันไม่เสร็จ ซึ่งมีพื้นที่อ้างสิทธิ์นี้ด้วย โดยพื้นที่อ้างสิทธิ์คือพื้นที่ที่เรากำหนดไว้ก่อนในแผนที่ของเรา และเขาก็มาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพื้นที่ของเขา แต่ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน

เราไม่มีนโยบายสนับสนุนทำกาสิโนอยู่แล้ว แต่ในส่วนการจะไปลงทุนกันอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของธุรกิจ ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าในฝั่งโน้นมีเยอะแยะ ผมก็ไม่รู้ใครไปลงทุนบ้าง อย่าไปมองประเด็นเดียว ว่ารู้จักผู้มีอำนาจ ไปกันใหญ่โต ไปดูสิเขาสร้างกันมาเมื่อไหร่ มันมีทุกที่ ผมเคยทำงานชายแดนมา ก็ให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา พูดคุยกันมาทั้งสองประเทศ ขอให้เข้าใจด้วย อย่าไปสร้างความขัดแย้ง หากเข้าไปในเขตของเขาแล้วโดนจับอีก คราวนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เคยโดนจับไปแล้วรอบหนึ่ง ผมก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรแล้ว ถ้าคนของเขาเข้ามาในเขตนี้เราก็จับด้วยเหมือนกัน คนของเราไปเขาก็จับ เพราะต่างคนต่างอ้างสิทธิ์ของตัวเอง ผมไม่ได้ขู่นะ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว