น้ำตกที่สูงที่สุดในโลก

ซึ่งน้ำตกที่สูงที่สุดในโลกอย่างน้ำตกเอนเจลแห่งนี้ ที่ได้ชื่อว่าเอนเจลนั้นมาจากชื่อของผู้ค้นพบน้ำตกแห่งนี้เป็นคนแรกก็คือ จิมมี เอนเจล นั่นเอง โดยเขาได้ค้นพบน้ำตกที่สูงที่สุดในโลกแห่งนี้เมื่อปี ค.ศ. 1935 และหากจะเข้าไปเยี่ยมชมนั้นสามารถเข้าไปชมได้เพียงสองทางคือ ทางเครื่องบิน หรือทางเรือเท่านั้น นอกจากนี้น้ำตกแห่งนี้ยังมีสิ่งมหัศจรรย์ นั่นก็คือ น้ำที่ตกนั้นไม่สามารถตกลงถึงพื้นได้ เพราะน้ำตกแห่งนี้มีความสูงมาก เมื่อน้ำตกลงไปกว่าจะถึงพื้นก็กลับกลายเป็นหมอกไปเสียก่อน และนี่จึงทำให้สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหมอกหนาที่ปกคลุมอยู่ตลอดเวลา

และเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ได้มีการเปลี่ยนชื่อของน้ำตกแห่งนี้เป็น เคเร ปาคุปาอิ เมรู โดยประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ แห่งประเทศเวเนซุเอลลา ซึ่งเหตุผลที่ทำการเปลี่ยนชื่อน้ำตกแห่งนี้ก็คือ น้ำตกแห่งนี้เป็นของชาวเวเนซุเอลลามานานตั้งแต่ก่อนที่จิมมี เอนเจล จะมาค้นพบนั่นเอง

20 อันดับบุคคลที่รวยที่สุดในโลกประจำปี 2016 มีดังนี้

20 อันดับบุคคลที่รวยที่สุดในโลกประจำปี 2016 มีดังนี้

อันดับที่ 1 : บิล เกตส์ (Bill Gates) แชมป์เก่าชาวสหรัฐอเมริกาเจ้าเก่าเจ้าประจำ ผู้เป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทซอฟแวร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกวัย 60 ปี เจ้าของตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในโลก 17 ปี จากการจัดอันดับ 22 ปีหลังสุด มีทรัพย์สินทั้งหมด 75,000 ล้านดอลลาร์ ใครอยากรู้ว่าคิดเป็นเงินไทยเท่าไหร่ ก็ลองคูณด้วย 35 ดูนะครับ
อันดับที่ 2 : อมาซิโอ ออเตกา (Amancio Ortega) เจ้าของสินค้าแบรนด์ Zara และเจ้าของธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ Inditex ในสเปน วัย 80 ปี ถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวม 67,000 ล้านดอลลาร์ ตามบิล เกตส์ เจ้าของแชมป์มาห่างๆ
อันดับที่ 3 : วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett) มหาเศรษฐีนักลงทุนและหนึ่งในนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลกชาวชาวสหรัฐอเมริกา เจ้าของบริษัทลงทุนยักษ์ใหญ่ Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นบริษัทที่มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 552,000 ล้านดอลล่าร์ ด้วยวัย 85 ปี วอร์เรน บัฟเฟต ถือครองทรัพย์สินมูลค่ากว่า 60,800 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้คุณปู่บัฟเฟยังได้ชื่อว่าเป็นเศรษฐีที่ใจบุญมากที่สุดคนหนึ่งของโลก (บิล เกตส์ และ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าของเฟสบุ๊กก็ได้รับการยกย่องเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน)
อันดับที่ 4 : คาร์ลอส สลิม (Carlos Slim) รองแชมป์เก่าเมื่อสองปีก่อน คาร์ลอสเป็นเจ้าของบริษัทเหมืองแร่และโทรคมนาคมรายใหญ่ของเม็กซิโกราย ถือครองทรัพย์สินมูลค่าทั้งสิ้น 50,000 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 5 : เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) เจ้าของและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของโลก Amazon.com วัย 52 ปี ชาวสหรัฐอเมริกา ถือครองทรัพย์สินมูลค่ากว่า 45,200 ล้านดอลลาร์ กระโดดขึ้นจากอันดับที่ 15 เมื่อปีที่แล้ว ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 5 ในการจัดอันดับปีนี้ได้อย่างง่างาม
อันดับที่ 6 : มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) กระโดดจากอันดับ 16 เมื่อปีก่อน ขึ้นมาอยู่ในอับดับ 6 ปีนี้ได้อย่างงดงามสำหรับเจ้าของและผู้ก่อตั้งสื่อสังคมออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Facebook ด้วยวัยเพียง 31 ปี เขาถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 44,600 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 7 : แลร์รี เอลิสัน (Larry Ellison) วัย 71 ปีชาวสหรัฐอเมริกา เจ้าของและผู้ปลุกปั้นบริษัท Oracle Inc. ให้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านซอฟท์แวร์และระบบฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดโลก ถือครองทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 43,600 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 8 : ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) เป็นอีกหนึ่งมหาเศรษฐีที่รวยแบบก้าวกระโดด โดยขึ้นจากอันดับที่ 14 เมื่อปี 2015 ขึ้นมาอยู่ใน Top10 ในปีนี้ เจ้าขแงตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลก 2016 อันดับที่ 8 ในวัน 73 ปีผู้นี้ ถือครองสินทรัพย์ทั้งสิ้น 40,000 ล้านดอลล่าร์
อันดับที่ 9 : ชาร์ลส์ คอช (Charles Koch) วัย 80 ปี ชาวอเมริกัน CEO แห่งบริษัท Koch Industries ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเลคโทรนิกส์และเส้นใยเซลลูโลสรายใหญ่ ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 46,800 ล้านดอลลาร์ ครองอันดับ 9 ร่วมกับน้องชายแท้ๆคือ เดวิด คอช โดยมีทรัพย์สินเท่ากันที่ 39,600 ล้านดอลล่าร์
อันดับที่ 9 (ร่วม) : เดวิด คอช (David Koch) คอชผู้น้องวัย 76 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของ Koch Industries ร่วมกับพี่ชาย ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 39,600 ล้านดอลลาร์ เท่ากับพี่ชาย ชาร์ลส์ คอช จึงครองอันดับ 9 ร่วมกันไป
อันดับที่ 11 : ลิไลเอน เบตเทนคอร์ท (Liliane Bettencourt) เจ้าของบริษัทผลิตภัณฑ์เสริมความงามยี่ห้อ ลอริออล (L’Oreal) อันโด่งดังวัย 93 ปี สตรีชาวชาวฝรั่งเศสผู้นี้ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 36,100 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 12 : แลร์รี่ เพจ (Larry Page) เจ้าของร่วมและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์บริการสืบค้นข้อมูลอันดับ 1 ของโลก Google.com วัย 43 ปี ชาวอเมริกัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวม 35,200 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 13 : เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) เจ้าของร่วมและผู้ก่อตั้ง Google.com เว็บไซต์บริการสืบค้นยอดนิยม วัย 43 ปี ชาวอเมริกัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 34,400 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 14 : เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ (Bernard Arnault) เจ้าของสินค้าแบรนด์ดังชื่อก้องโลก Louis Vuitton ชาวฝรั่งเศส วัย 67 ปี มีทรัพย์สินมูลค่ารวม 34,000 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 15 : จิม วอลตัน (Jim Walton) ลูกชายคนเล็กของแซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งห้างวอลมาร์ท และเป็นเจ้าของร่วมของวอลมาร์ท เครือข่ายห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยวัย 68 ปี จิม วอลตัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 33,600 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 16 : อลิซ วอลตัน (Alice Walton) เจ้าของร่วมอีกคนหนึ่งของวอลมาร์ท ร้านค้าปลีกที่มีเครือข่ายสาขามากที่สุดในโลก วัย 66 ปี ชาวสหรัฐอเมริกา ถือครองทรัพย์สินทั้งสิ้นมูลค่า 32,300 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 17 : รอบสัน วอลตัน (Robson Walton) เจ้าของร่วมของวอลมาร์ทอีกคน วัย 72 ปี ชาวอเมริกัน ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 31,900 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 18 : หวัง เจีย หลิน (Wan Jianlin) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวจีน วัย 61 ปี ถือครองทรัพย์สินรวมมากว่า 28,700 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 19 : จอร์จ เปาโล เลแมน (Jorge Paulo Lemann) เจ้าของธุรกิจเบียร์และโทรคมนาคมรายใหญ่ในบราซิลวัย 76 ปีผู้นี้ ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 27,800 ล้านดอลลาร์
อันดับที่ 20 : ลี กา-ชิง (Li Ka-shing) เจ้าของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในฮ่องกง วัย 87 ปี ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 27,100 ล้านดอลลาร์
นั่นคือ 20 อันดับคนรวยที่สุดในโลก ประจำปี 2016 ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์บส์ แต่ละคนรวยไม่เกรงใจใครจริงๆ
ส่วนคนไทยนั้น Forbes รายงานว่าบุคคลที่รวยที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2016 คือ คือ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าของเบีย์ช้าง Big C Supercenter และธุรกิจอื่นอีกหลายร้อยชนิด ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 10,700 ล้านดอลลาร์ รวยเป็นอันดับที่ 94 ของโลก ตามมาห่างๆด้วยแชมป์เก่า เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ เจ้าของเครือซี.พี. ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 6,800 ล้านดอลลาร์ อยู่อันดับที่ 171 ของโลก

สูตรพอกหน้า สูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพร 20 สูตร

สูตรพอกหน้า สูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพร 20 สูตร
เรื่องความสวยความงามนั้นเป็นเรื่องที่คุณสาวๆจะยอมกันไม่ได้เลยทีเดียว ยิ่งใครมาคุยกับว่าหน้าขาวกว่า เด้งดึ๋งกว่า กระชับกว่า ยิ่งยอมไม่ได้ ต้องทำทุกอย่างให้ตัวเองกลับมาเป็นเบอร์หนึ่งให้ได้ ด้วยเหตุนี้เรื่องการพอกหน้า มาสก์หน้า จึงเป็นเรื่องปกติของสาวๆทั้งหลาย ใครว่าสูตรพอกหน้าไหนดี อันไหนแจ่ม เป็นไม่พลาด อิอิ
แน่นอนว่าเรื่องเกี่ยวกับผิวหน้านั้น สูตรพอกหน้าเพื่อความเต่งตึงกระชับย่อมเป็นที่ต้องการและค้นหาของสาวๆทุกคน แต่บางคนก็กังวลถึงผลกระทบของสูตรพอกหน้าที่ตัวเองใช้ว่าจะมีผลข้างเคียงหรือไม่ หน้าจะพังหนักไปกว่าเก่าหรือเปล่า ด้วยเหตุนี้เองสูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพรจึงเข้ามามีบทบาทและได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากสมุนไพรนอกจากจะหาได้ง่าย ราคาไม่แพงเหมือนครีมพอกหน้าจากต่างประเทศแล้ว ยังไม่มีผลข้างเคียงกับผิวหน้าอีกด้วย วันนี้เราจึงขอนำเสนอสูตรพอกหน้าแจ่มๆ รวมถึงสูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพร 20 สูตร พอกกันให้หน้าสวยใส ขาวเด้ง เป็นเด็กมัธยมกันไปเลย ^ ^
สูตรพอกหน้า
สูตรพอกหน้า / สูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพร
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 1 : ว่านหางจระเข้ + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพรสูตรว่านหางจระเข้นี้ ทำได้โดยนำว่านหางจระเข้ 3 ใบมาล้างให้สะอาดพร้อมแกะเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วปั่นพร้อมกับไข่ไก่ 1 ฟอง ปั่นจนละเอียดข้นเป็นเนื้อเดียวกัน พอกหน้าครั้งละ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะได้ผิวหน้าที่ชุ่มชื่นสวยใสและเด้ง
หมายเหตุ – กดเพื่อดูรายละเอียด สูตรพอกหน้าด้วยว่านหางจระเข้
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 2 : เมล็ดทานตะวัน + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้าด้วยเมล็ดทานตะวันนี้เริ่มจากนำเมล็ดทานตะวันที่แกะเปลือกแล้วครึ่งถ้วยมาล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำมาปั่นกับไข่ไก่ 1 ฟองจนได้ครีมข้นเป็นเนื้อเดียวกัน ถ้าข้นเกินไปให้ใส่ไข่เพิ่มอีก 1 ฟอง การพอกหน้าให้พอกก่อนนอน ครั้งละ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะได้หน้าสวยใสและเด้งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ^ ^
หมายเหตุ – กดเพื่อดูรายละเอียด สูตรพอกหน้าด้วยเมล็ดทานตะวัน
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 3 : ใบบัวบก + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพรสูตรนี้เริ่มจากใช้ใบบัวบกและก้าน 1 ถ้วย ล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆปั่นรวมกับไข่ไก่ 1 ฟอง จนได้ครีมข้นสีเขียวสด ถ้าข้นเกินไปให้เติมนมสดเพื่อให้เหลวขึ้น สูตรนี้ให้พอกก่อนนอน โดยพอกไว้ครึ่งชั่วโมงก่อนล้างออก หน้าจะใสเด้งจนมัวแต่ส่องกระจกไม่ยอมนอนกันเลยทีเดียว ^ ^
หมายเหตุ – กดเพื่อดูรายละเอียด สูตรพอกหน้าด้วยใบบัวบก
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 4 : ยอดกระถิน + ว่านหางจระเข้ + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้าใสสูตรนี้ใช้ว่านหางจระเข้ที่ล้างและแกะเปลือกแล้วครึ่งด้วย ยอดกระถิน 5 ยอด และไข่ไก่ 1 ฟอง ปั่นรวมกันจนได้ครีมเหนียวข้น พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 20 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่เกิน 2 สัปดาห์ หน้าจะเนียนใสเด้งดึ๋งยังกับสาวรุ่น อิอิ
หมายเหตุ – กดเพื่อดูรายละเอียด สูตรพอกหน้าด้วยกระถิน
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 5 : ใบเตย + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้ากระชับรูขุมขนสูตรนี้ใช้ใบเตย (ไม่ใช่ใบเตย อาร์สยามนะ ^ ^) จำนวน 5 ใบ ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับไข่ไก่ 1 ฟองจนเป็นเนื้อเดียวกัน เหนียวและข้น ใช้พวกหน้าก่อนนอนครั้งละ 20 นาที หน้ากระชับ รูขุมขนจางลง สวยเด้งอย่างไม่น่าเชื่อ…
หมายเหตุ – กดเพื่อดูรายละเอียด สูตรพอกหน้าด้วยใบเตย
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 6 : ว่านหางจระเข้ + ใบตำลึง + ไข่ไก่
สูตรพอกบำรุงผิวหน้าสูตรนี้ใช้ใช้ว่านหางจระเข้ที่ล้างและแกะเปลือกแล้วครึ่งถ้วย ใบตำลึงครึ่งถ้วยและไข่ไก่ 1 ฟอง ปั่นให้เข้ากันจนได้ครีมเหนียวข้น ใช้พอกหน้าครั้งละ 15-20 นาทีหรือจนกว่าครีมที่พอกไว้แห้งจึงล้างออก ผิวหน้าจะชุ่มชื่นมีชีวิตชีวานวลเนียนใสขึ้นทันที
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 7 : สะเดา + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้าลดสิวหรือสูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพรสูตรนี้ให้ใช้ยอดสะเดาที่ล้างสะอาดแล้ว 1 ถ้วย ปั่นรวมกับไข่ไก่ 1 ฟอง จนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันและได้ครีมเขียวข้น ใช้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 20 นาที ก่อนล้างออก จะได้ผิวหน้าที่นวลเนียนไร้สิวฟ้ารบกวน
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 8 : มะนาว + น้ำผึ้ง
สูตรพวกหน้าด้วยน้ำผึ้งสูตรนี้ใช้มะนาว 2 ลูกและน้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย เริ่มจากนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำผึ้งกวนให้เข้ากัน จะได้ครีมหนืดข้น นำมาพอกหน้าก่อนนอนหรือภายหลังตื่นนอนก็ได้ครั้งละ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะผิวหน้าและผิวพรรณที่เต่งตึงมีน้ำมีนวล แลดูอ่อนกว่าวัยและไร้รอยตีนกา
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 9 : แครอท + น้ำผึ้ง
ครีมพอกหน้าขาวสูตรนี้ใช้แครอท 1 หัวที่ล้างสะอาดและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้ว นำมาปั่นรวมกับน้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย จนได้ครีมละเอียดเนื้อเดียวกันสีส้มอ่อนๆ ใช้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะได้ผิวหน้าที่สดใส ขาวนวลขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 10 : กล้วยหอม + น้ำผึ้ง
สูตรพอกหน้าใสสูตรนี้ใช้กล้วยหอมที่สุกแล้ว 1 ผล หั่นเป็นชิ้นเล็กๆปั่นรวมกับน้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย ปั่นจนได้ครีมข้นเนื้อเดียวกัน ใช้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่ถึงเดือนจะรู้สึกได้ถึงความนุ่มนวลและเนียนใสของผิวหน้า
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 11 : มะเขือ + น้ำผึ้ง
สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งสูตรนี้ใช้มะเขือขื่นหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (ไม่ต้องเอาเมล็ดออก) ครึ่งถ้วยและน้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกได้ถึงผิวที่สดชื่นและเกลี้ยงเกลาขึ้นอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 12 : ยอดตำลึง + น้ำผึ้ง
สูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพรสูตรนี้ใช้ยอดตำลึงที่ล้างสะอาดและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆครึ่งถ้วย ปั่นรวมกับน้ำผึ้งอีกครึ่งถ้วยจนได้ครีมเหนียวข้น ใช้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 15-20 นาที ทำซ้ำ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะรู้สึกได้ถึงผิวหน้าที่ชุ่มชื่นสดใสและเต่งตึง ไร้ร่องรอยตีนกา
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 13 : ส้ม + น้ำผึ้ง + ดินสอพอง
สูตรพอกหน้าขาวด้วยน้ำผึ้งสูตรนี้ใช้ส้ม 1 ผล (เอาแต่น้ำ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะและดินสอพอง 3 เม็ด นำมาปั่นรวมกันจนเป็นครีมข้นเนื้อเดียวกัน ใช้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 20 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ในเวลา 2 สัปดาห์จะได้ผิวหน้าที่สวยสดใส นวลเนียนและขาวสะอาดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 14 : แอปเปิ้ล + ไข่ไก่ + นมสด
สูตรพอกหน้ากระชับรูขุมขนสูตรนี้ใช้แอปเปิ้ลหั่นแล้วครึ่งถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟองและนมสด 2 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันจนได้ครีมเหนียวข้มเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้พอกก่อนเข้านอนครั้งละ 20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะได้ผิวหน้าที่ชุ่มชื่นนวลเนียน ยกกระชับ และรูขุมขนลดลง
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 15 : เร่ว + น้ำผึ้ง + ไข่ไก่ + นมสด
สุตรพอกหน้าด้วยสมุนไพรสูตรนี้ใช้สมุนไพรเร่ว (มีมากทางภาคตะวันออก) ที่หั่นแล้ว 1 ใบ ไข่ไก่ 1 ฟอง นมสดและน้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อน ปั่นให้ละเอียดจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว สามารถพอกหน้าได้ทุกเวลา ครั้งละ 20 นาที พอกหน้า 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพียง 2-3 สัปดาห์ จะพบว่าผิวหน้าจะสวยใสมีสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 16 : มันฝรั่ง + แครอท + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้าใสสูตรนี้ใช้มันฝรั่งหัวขนาดกลางที่ล้างสะอาดและหั่นเป็นชื้นเล็กแล้วครึ่งหัว แครอท 1 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 1 ฟอง นำมาปั่นรวมกันให้ละเอียดจนได้ครีมข้นเหนียวเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ครีมที่ได้พอกก่อนนอนครั้งละ 15-20 นาที ทำ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ไม่เกิน 1 เดือนจะได้ผิวหน้าที่สวยสดใสโดดเด่น เด้งดึ๋ง อย่างคาดไม่ถึง ^ ^
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 17 : แตงไทย + นมสด + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้าลดจุดด่างดำสูตรนี้ใช้เนื้อแตงไทยสุกครึ่งถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟองและนมสดเล็กน้อย ปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว ถ้าได้ครีมข้นเกินไปให้เติมนมสดลงไปเพื่อให้เหลวขึ้น ใช้ครีมที่ได้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 20 นาที ทำ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ จะได้ผิวที่ชุ่มชื่นสดใส นวลเนียนไร้จุดด่างดำ ที่สำคัญสูตรพอกหน้าสูตรนี้สามารถใช้ได้ทั้งตัว ไม่ใช่เพียงเฉพาะใบหน้าเท่านั้น
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 18 : ขี้เหล็ก + นมสด + ไข่ไก่
สูตรพอกหน้าใสด้วยสมุนไพรสูตรนี้ใช้ใบและดอกขี้เหล็กที่ล้างสะอาดแล้วครึ่งถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง และนมสดจำนวนหนึ่ง ปั่นส่วนผสมให้เข้ากันจะละเอียดเป็นเนื้อเดียว ถ้าครีมที่ได้ข้นเกินไปให้เติมนมสดลงไปเพิ่มเติม ใช้ครีมที่ได้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 15-20 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะได้ผิวหน้าที่สวยใสไร้ที่ติ มีน้ำมีนวลเด้งดึ๋งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 19 : ดอกมะลิ + นมสด + ไข่ไก่ + น้ำผึ้ง
สูตรพอกหน้าด้วยน้ำผึ้งสูตรนี้ใช้ดอกมะลิ (ตูมหรือบานก็ได้) จำนวนครึ่งถ้วย ไข่ไก่ 1 ฟอง นมสดและน้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันจนละเอียดและได้ครีมเหนียวข้นเป็นเนื้อเดียวกัน นำครีมที่ได้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะได้ผิวหน้าที่ชุ่มชื่นนวลเนียนและสดใส
สูตรพอกหน้า สูตรที่ 20 : สตรอเบอรี + นมสด + ไข่ไก่ + น้ำผึ้ง
สูตรพอกหน้าขาวสูตรนี้ใช้สตรอเบอรี 5 ผล ล้างให้สะอาดและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ไข่ไก่ 1 ฟอง นมสดและน้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นให้เข้ากันจนได้เนื้อครีมเหนียวข้นเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้พอกหน้าก่อนนอนครั้งละ 15-20 นาที เพียงสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ไม่ถึงเดือนจะได้ผิวหน้าที่ขาวใส ชุ่มชื่นนวลเนียนอย่างคาดไม่ถึง!!
เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับสูตรพอกหน้าและสูตรพอกหน้าด้วยสมุนไพรทั้ง 20 สูตร ทุกสูตรให้ผลที่คล้ายคลึงกันคือหน้าขาวใส เด้งดึ๋ง ยกกระชับ ไร้สิวฝ้า ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นจะเลือกใช้สูตรพอกหน้าแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับความชอบ งบประมาณ และวัตุดิบที่หาได้ง่ายเป็นหลัก เช่นถ้าบ้านเรามีต้นขี้เหล็กมาก สูตรพอกหน้าสูตรที่ 18 ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ขอให้มีความสุขกับใบหน้าสวยใสจ้าสาวๆ….

วิธีการขจัดความเครียด อย่างง่ายและได้ผลดี

1. ฟังเพลง
สำหรับผู้ที่กำลังเครียดขอแนะนำให้ผ่อนคลายด้วยการฟังเพลงเพราะๆ จังหวะสนุก ๆ หรือเพลงคลาสสิคแนวธรรมชาติ ซึ่งการฟังเพลงจะช่วยบำบัดความเครียดให้ท่านได้เป็นอย่างดี แต่อย่าฟังเพลงเศร้าๆเด็ดขาด เพราะมันจะเป็นการกระตุ้นให้เครียดเพิ่มขึ้นไปใหญ่

2. พูดคุยกับครอบครัว
ครอบครัวคือยาชูกำลังอันยอดเยี่ยมของคนทุกคน หากท่านกำลังเครียด มืดแปดด้าน หันไปมองไม่เจอผู้ใดที่จะให้ท่านได้ระบายความเครียดนั้นได้ ขอให้ท่านนึกถึงครอบครัวของตัวเอง กลับไปหาครอบครัวเพื่อพักผ่อนสมอง และเล่าเกี่ยวกับปัญหาที่พบเจอซึ่งกำลังทำให้ท่านเครียด การระบายความเครียดที่ท่านมีอยู่ให้พวกเขาได้รับฟัง จะทำให้ท่านสามารถรู้สึกดีขึ้นได้ และที่สำคัญคนในครอบครัวอาจจะให้คำแนะนำดีๆเกี่ยวกับวิธีขจัดปัญหาในเรื่องที่ท่านกำลังเครียดอยู่ แก่ท่านได้

3. ไปเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ 

หากกำลังเครียดกับเรื่องงาน การออกไปเที่ยวพักผ่อนถือเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการไปเที่ยวทะเลซึ่งท่านสามารถไปปลดปล่อยความเครียดด้วยการ ตะโกนริมทะเล เล่นน้ำกับเพื่อนๆ นั่งชิวริมหาด หลับตาฟังเสียงคลื่น การเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศเช่นนี้จะทำให้ท่านรู้สึกดีและสมองโปร่งพร้อมที่จะกลับไปลุยงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้การมาเที่ยวนอกสถานที่อาจทำให้ท่านได้ไอเดียใหม่ๆกลับไปต่อยอดการทำงานอีกด้วย
การทำกิจกรรมเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ซึ่งกำลังเครียดอยู่ผ่อนคลายลงได้ ลองเช็คตัวเองดูสิ หากท่านกำลังเครียดอยู่พร้อมที่จะขจัดความเครียดออกไปหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วลองทำตาม วิธีการที่เรานำเสนอไปรับรองได้เลยว่า ท่านจะรู้สึกผ่อนคลายและหายเครียดเป็นปลิดทิ้ง

โรคซึมเศร้า คืออะไร สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า คืออะไร สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาโรคซึมเศร้า
หากเอ่ยถึงโรคซึมเศร้า ในปัจจุบันเรียกได้ว่ามีผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคนี้อยู่มากมายเลยทีเดียว ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบรรดาคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรทั้งหลาย หรือคนที่เคร่งเครียดกับการทำงาน หรือกดดันจากการเรียน รวมทั้งคนที่อกหักมักประสบพบเจอกับภาวะนี้หลังคลอดบุตร วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้านี้กันดูว่าคืออะไร และเราจะมีวิธีรับมืออย่างไรหากเกิดภาวะซึมเศร้านี้ขึ้นแก่ตนเองและคนรอบข้างที่เรารัก
โรคซึมเศร้าคืออะไร
โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) คือโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่งที่สามารถพบได้มากในกลุ่มคนทั่วไป โดยเป็นบุคคลที่มีอาการป่วยทางอารมณ์ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนานอาจนำมาสู่การคิดสั้น หรือฆ่าตัวได้มากกว่าในคนทั่วไปถึง 20 เท่าเลยทีเดียว
สาเหตุของโรคซึมเศร้า
– เกิดจากพันธุกรรมที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้มาก่อน
– เกิดอาการป่วยด้วยโรคเรื้อรังรักษาไม่หายขาดเป็นเวลานานทำให้เกิดความท้อ และหมดกำลังใจในการรักษา
– การพบเจอกับมรสุม หรือปัญหาต่างๆ นานา ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต ส่งผลให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลอย่างรุนแรง
– การพบเจอกับการสูญเสีย พลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก หรือผิดหวังเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างรุนแรง
– เกิดปัญหาต่าง ๆ ทั้งชีวิต การงาน ความรัก หรือการเงิน
– ภาวะที่สารเคมีในสมองบางตัวเกิดการเปลี่ยนแปลง
โรคซึมเศร้า
ความเครียดสะสมจากการทำงาน เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคซึมเศร้า
อาการของโรคซึมเศร้า
– เกิดอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว
– อยู่ในภาวะอารมณ์ซึมเศร้า
– ไม่รู้สึกสนใจ หรืออยากเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ
– ไม่อยากพูดคุยกับใคร เริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว
– เกิดอาการนอนไม่หลับ หรือในบางคนอาจหลับมากจนเกินไป
– รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ
– รู้สึกเบื่ออาหาร หรือเจริญอาหารมากผิดปกติ ทำให้น้ำหนักอาจลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก
– ขาดสมาธิ มักใจลอย หรือเหม่อบ่อยๆ
– มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า จนถึงคิดอยากฆ่าตัวตาย
– ขาดความเชื่อมั่นและศรัทธาในตนเอง

บัณฑิตใหม่ มาร์ช-จุฑาวุฒิ

บัณฑิตใหม่ มาร์ช-จุฑาวุฒิ
ตอนแรกอยากเข้านิเทศฯ จุฬาฯ แต่สุดท้ายถามตัวเองอยู่นานว่าเราอยากเข้าอะไร แล้วแม่อยากให้เรียนบริหารเป็นวิชาชีพติดตัว สุดท้ายเลยเลือกบริหารอันดับแรก แล้วคะแนนก็ถึงด้วย ตอนแรกคิดว่าเรียนตามใจแม่ แต่เรียนไปเรียนมา ก็ดีใจที่ได้เข้ามาเรียน ขอบคุณม่าม๊าที่ทำให้ได้เข้ามาในจุดนี้ เพราะมันช่วยปลูกฝังความคิดในการทำธุรกิจให้เราได้ดีมาก จริงๆ เปิดเรียนวันแรกไม่มีความสนใจในธุรกิจเลย แต่พอเรียนไปก็ทำให้เรามีไฟ พอเราเรียนปุ๊บ เรามีวิชา เรามีเครื่องมือ ก็อยากทำโน่นทำนี่ไปหมด แล้วที่จุฬาฯ เขาจะสอนเป็นเคส STUDY ให้เราได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังที่เกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งผมชอบวิชาที่มันพลิกแพลงได้ บริหารมันดิ้นได้ มันเปิดให้เรามีอิสระทางความคิด

บัณฑิตใหม่ มาร์ช-จุฑาวุฒิ ขอน้อมนำพระราชดำรัสของ “พ่อ”

ช่วงชีวิตกอบโกยในมหาวิทยาลัย

Advertisement

ปีหนึ่งผมไปอยู่ในทีมฟุตบอลของมหา’ลัย ด้วยความที่เรียนชายล้วนมาก่อน ก็จะชอบเตะฟุตบอล แล้วพอเข้าทีมฟุตบอลก็ทำให้เรารู้สึกว่าเรียนมหา’ลัยก็ไม่ได้แตกต่างจากมัธยมเลย เพื่อนบางคนก็ยังเป็นเพื่อนสมัยประถมหรือมัธยมอยู่ รู้สึกโชคดีที่มีเพื่อนกลุ่มนี้ แล้วก็ได้รู้จักรุ่นพี่ที่ดีด้วย เราได้คำแนะนำจากเขาเยอะ ทั้งในแง่การใช้ชีวิตในมหา’ลัย ทำยังไงถึงจะกอบโกยสิ่งที่มหา’ลัยให้เราแล้วเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้ ตลอด 4-5 ปี เป็นชีวิตมหา’ลัยที่สนุกมาก แต่มีช่วงที่จบช้าเพราะเทอมหนึ่งถ่ายหนังหนักมาก ก็ต้องดร็อปเรียนไว้ก่อน พอกลับมาใหม่ก็ลงลุยทีเดียวหกตัวเลย พอจบจริงๆ ก็ดีใจที่เราทำสำเร็จให้ป๊ากับม๊าได้ แต่ในแง่ของการทำงาน เรามีโอกาสได้ทำงานมาก่อน ได้ลองโน่นลองนี่ ก็รู้ว่า จริงๆ ความสำเร็จหรือความยากของมัน คือ สิ่งที่เราต้องเจอหลังเรียน ก็เลยไม่ได้ดีใจขนาดนั้น ยังมีอะไรต้องพิสูจน์กันต่อไป ผมบอกกับอาจารย์ที่มหา’ลัยตลอดว่า วันหนึ่งเรียนจบก็เป็นความสำเร็จขั้นหนึ่ง แต่มันเป็นแค่ขั้นแรกสำหรับผม ถ้าวันหนึ่งผมประสบความสำเร็จจริงๆ ผมจะกลับมาเล่าให้อาจารย์ฟัง

น้อมนำพระราชดำรัสของพ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ มาใช้ในชีวิตการทำงานต่อไป

ตั้งแต่ผมจำความได้ เราก็รู้ตัวว่าเรารักในหลวงรัชกาลที่ ๙ แต่ตอนเด็กเราไม่รู้หรอกว่า เรารักเพราะอะไร แต่พอโตมา ได้อ่านบทความ ได้รับรู้โน่นนั่นมากขึ้น ทำให้รู้ว่าสิ่งที่พระองค์ท่านทำเพื่อคนไทยเยอะมากๆ แทบจะทุกวินาที ท่านคิดถึงแต่คนไทย ประเทศไทยตลอด สิ่งเหล่านี้มันเลยเป็นคำตอบได้ว่านี่คือสิ่งที่ทำให้เรารักพระองค์ท่านมาก ตัวผมเองในฐานะคนไทย เราอายุแค่ 20 อาจจะยังไม่มีโอกาสตอบแทนพระองค์เท่าไหร่ แต่จากนี้ผมก็คงทำสุดความสามารถในการตอบแทนประเทศ ตอบแทนพระองค์ที่ทำเพื่อประเทศเรามาตลอด และพร้อมที่จะน้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์มาใช้ในชีวิตการทำงาน ซึ่งมันเยอะมาก ทุกกระทำของในหลวง มันบอกอะไรหลายๆ อย่าง สิ่งที่พระองค์ท่านสอนหรือชี้นำคนไทยทุกคนเป็นเรื่องที่ดี และเป็นสิ่งที่ผมจะพยายามนำมาปรับใช้ในชีวิตต่อไป เป้าหมายชีวิตตอนนี้ของผม ไม่มีนะ ไม่ใช่ล่องลอย อย่างการเรียน อยากเรียนด้านจิตวิทยาต่อ แต่ก็คงต้องอีกพักใหญ่ ส่วนธุรกิจก็กำลังจะเริ่มทำ แต่ในวงการไม่มีเป้าหมายจริงๆ เราแค่ยังสนุกกับมัน แต่ก็ไม่ได้โฟกัสไปที่ความสำเร็จ เป้าหมายหลักของเรา คือ ครอบครัวมากกว่า แค่ทำทุกโอกาสที่เข้ามาหาเรา ซื่อสัตย์กับอาชีพของตัวเอง กับหน้าที่ของตัวเอง ทำทุกวันให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานบันเทิงหรือธุรกิจ แล้วก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ผิดพลาด มันก็ทำให้เราเติบโตขึ้น และพร้อมจะเจอกับปัญหาต่อไป

เปิดประวัติศาสตร์ พระมเหสีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เปิดประวัติศาสตร์ พระมเหสีของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ถ้าใครเคยชมเรื่องราวตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คงจะจำเอกอัครมหาเหสีคู่พระทัยของสมเด็จพระนเรศวร นามว่า “มณีจันทร์” หญิงสาวชาวรามัญที่ต้องพระทัยพระองค์ดำ ในคราที่พระองค์ถูกนำตัวไปเป็นองค์ประกันหงสา ทำให้หลายคนมีข้อสงสัยว่า “มณีจันทร์” มีตัวตนจริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงการสมมติบทบาทของเจ้าขรัวมณีจันทร์

จากข้อมูลพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ส่วนใหญ่ได้จากพงศาวดารอยุธยา ซึ่งมักมีการจดบันทึกในพระราชกรณียกิจ ซึ่งส่วนใหญ่บันทึกถึงการทำสงครามกับอาณาจักรเพื่อนบ้านเป็นอันมาก จนมองข้ามเกี่ยวกับเจ้านายฝ่ายในหรือพระมเหสีของพระองค์ แต่อย่างไรก็ตามได้มีการปรากฏพระนามของเจ้านายฝ่ายใน ในเอกสารของต่างชาติ 5 ฉบับด้วยกัน ซึ่งได้แก่ จดหมายเหตุสเปน (History of the Philippines and Other Kingdom) ของบาทหลวงมาร์เชโล เด ริบาเดเนย์รา (Marchelo de Ribadeneira, O.F.M), จดหมายเหตุวันวลิต, พงศาวดารละแวก, คำให้การขุนหลวงหาวัด และพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว ซึ่งปรากฏพระนามพระมเหสี 3-4 พระองค์ โดยมีพระนามดังนี้

พระมณีรัตนา หรือ เจ้าขรัวมณีจันทร์ จากจดหมายเหตุวันวลิต

โยเดียมี้พระยา พระราชธิดาในพระเจ้านรธามังสอ กับพระนางเชงพยูเชงเมดอ ปฐมวงศ์พม่าที่ปกครองอาณาจักรล้านนา จากพงศาวดารพม่า

พระเอกกษัตรีย์ พระราชธิดาในพระเจ้าศรีสุพรรณมาธิราช เจ้าแผ่นดินเขมร จากพงศาวดารเขมร

มีการกล่าวถึง พระมณีรัตนา และ เจ้าขรัวมณีจันทร์ ว่าอาจเป็นบุคคลเดียวกัน แต่บ้างก็ว่าอาจเป็นคนละคนกัน โดยเชื่อว่า พระมณีรัตนาอาจเป็นเจ้าหญิงที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ละโว้สายสุพรรณภูมิของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสมเด็จพระมหินทราธิราช ซึ่งในขณะนั้นเจ้านายฝ่ายในในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระรัตนมณีเนตร หรือ พระแก้วฟ้า ซึ่งเป็นพระขนิษฐาต่างชนนีของพระวิสุทธิกษัตรีย์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นพระนางจะมีศักดิ์เป็นพระมาตุจฉาของพระนเรศวรอย่างไรก็ตามเจ้าขรัวมณีจันทร์ มีบทบาทสูงกว่าพระมเหสีจากเชียงใหม่และเขมร โดยมีการสถาปนาพระนางเป็นอัครมเหสีดังที่ปรากฏในคำให้การขุนหลวงหาวัดที่กล่าวถึงเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นเสวยราชย์สมบัติต่อจากพระราชบิดา ความว่า

บิ๊กบอสในฝัน ใจป้ำทุ่มงบ 18 ล้าน พาพนักงานร่วม 100 ชีวิต เที่ยวสุดหรูที่มัลดีฟส์

บิ๊กบอสในฝัน ใจป้ำทุ่มงบ 18 ล้าน พาพนักงานร่วม 100 ชีวิต เที่ยวสุดหรูที่มัลดีฟส์
ชาตรี ศิษย์ยอดธง บิ๊กบอส ค่ายมวยอีโวลฟ์ MMA แห่งสิงคโปร์ ทุ่มงบกว่า 18 ล้านบาท พาพนักงานกว่า 100 ชีวิตไปเที่ยวฉลองส่งท้ายปีแบบจัดหนักจัดเต็มที่มัลดีฟส์ งานนี้สนุกสุดหรูแบบไม่อั้น ตามสโลแกนว่า “ทำงานให้หนัก แล้วสนุกให้สุด”

หลังจากที่บริษัท อีโวลฟ์ เอ็มเอ็มเอ หรือ Evolve Mixed Martial Arts สถาบันสอนศิลปะการป้องกันตัวแบบผสมสานของประเทศสิงคโปร์ ภายใต้เจ้าของเชื้อสายไทยอย่าง ชาตรี ตรีศิริพิศาล หรือ ชาตรี ศิษย์ยอดธง นั้น เป็นที่รู้จักและโด่งดังไปทั่ว และปีนี้มีกำไรพุ่งทะลุกว่าปีที่แล้วถึง 30% นั้น งานนี้ผู้บริหารคนเก่งจึงได้จัดเต็ม พาพนักงานกว่า 100 ชีวิต บินไปเที่ยวกันแบบสุดหรูที่มัลดีฟส์ และจากการรายงานของเว็บไซต์ เดลี่เมล เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เผยว่า บิ๊กบอสชาตรี ควักกระเป๋าทุมงบในการเที่ยวครั้งนี้ไปกว่า 18 ล้านบาทเลยทีเดียว

ชาตรี ศิษย์ยอดธง เผยว่า สำหรับที่อีโวลฟ์นั้น การพาพนักงานไปเที่ยวถือเป็นเรื่องปกติมาก ทุก ๆ ปีจะมีการจัดทริปสุดหรู และไม่มีการเผยจุดหมายปลายทางเพื่อเป็นการเซอร์ไพรซ์ ซึ่งแต่ละที่ที่ไปกันมานั้น มีตั้งแต่เขาหลักในประเทศไทย กระบี่ บาหลี และล่าสุดในครั้งนี้คือที่มัลดีฟส์ อันเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ผู้บริหารหนุ่มคนเก่งเผยว่า หลายชีวิตในบริษัทของเขามีพื้นเพมาจากครอบครัวที่ยากลำบาก หลายคนต้องเจอเรื่องเจ็บปวดและทุกข์ยากมาใช้ชีวิต การที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของอีโวลฟ์ ถือเป็นการเริ่มชีวิตใหม่ และได้ทำตามความฝันของพวกเขา และการพาไปเที่ยวในแต่ละครั้ง คือการตอบแทนที่เหล่าพนักงานทำงานอย่างหนักมาตลอดทั้งปี ตรงตามสโลแกนที่ว่า “ทำงานให้หนัก แล้วสนุกให้สุด” นั่นเอง

แม่ไม่รู้ว่าท้อง แถมยังปาร์ตี้ดื่มเหล้า ก่อนคลอดอีกด้วย

แม่ไม่รู้ว่าท้อง แถมยังปาร์ตี้ดื่มเหล้า ก่อนคลอดอีกด้วย
Terri-Anne จาก นิวคาสเซิล เธอและแฟนหนุ่มชอบปาร์ตี้ และงานสังสรรค์มาก ในขณะที่เธอตั้งครรภ์เธอก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ ดื่มเหล้าและเบียร์เกือบทุกคืน และเนื่องจากเธอเป็นคนที่รูปร่างใหญ่ทำให้เธอไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังตั้งครรภ์ ผนังหน้าท้องเธอก็หนา จนไม่รู้สึกถึงลูกดิ้น หรือ เตะถีบเลย

Terri-Anne ขณะตั้งครรภ์ 2 เดือน
Terri-Anne ขณะตั้งครรภ์ 2 เดือน
Terri-Anne ชอบปาร์ตี้มาก เธอไม่เคยคิดจะมีลูกเลย เพราะยังติดกับการใช้ชีวิตแบบอิสระ ในแต่ละคืนที่เธอไปเที่ยวเธอต้องดื่มเบียร์ขวดเล็กไม่ต่ำกว่า 15 ขวด ภาพที่เธอถ่ายรูปคู่กับแฟนในงานปาร์ตี้ ตอนนั้นเธอตั้งครรภ์ได้ 8 เดือนแล้ว นอกจากเธอจะชอบปาร์ตี้แล้ว เธอยังชอบการออกกำลังกายอย่างจริงจังอีกด้วย เธอออกกำลังกายอย่างหนัก 2 วัน/สัปดาห์ ร่างกายของเธอจึงแข็งแรง

Terri-Anne ขณะตั้งครรภ์ 8 เดือน
Terri-Anne ขณะตั้งครรภ์ 8 เดือน
จนกระทั่งวันคลอดมาถึง Terri-Anne ในวัย 21 ปี เธอรู้สึกว่าปวดท้องอย่างหนักมาก จึงไปที่โรงพยาบาล และคลอดบุตรเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา หลังจากคลอดลูกแล้ว เธอและแฟนหนุ่มรู้สึกกังวลมาก เพราะตลอดการตั้งครรภ์เธอไม่ได้บำรุงตัวเองเลย และยังทำร้ายร่างกายด้วยการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำอีกด้วย เธอรู้สึกผิดกับพฤติกรรมแบบนี้มาก แต่เธอก็ยังโชคดีที่ลูกแข็งแรง และ ปลอดภัยดี

ซึ่งในขณะที่เธอรู้ว่าท้องและต้องคลอดลูก เธอบอกว่าไม่ต้องการลูกเลย เพราะเธอไม่เคยคิดว่าจะมีลูกมาก่อน แต่พอเธอเห็นหน้า Jacob และได้อุ้มลูกไว้ในอ้อมแขน เธอก็ไม่สามารถปล่อยเขาไปได้อีก เธอตกหลุมรักลูกน้อยทันที นอกจากนี้เธอและแฟนหนุ่มยังตั้งใจจะมีลูกเพิ่มในอนาคตอีกด้วย

ลุ้นระทึก แม่คลอดลูกฉุกเฉิน ขณะโดยสารบนเครื่องบิน

ลุ้นระทึก แม่คลอดลูกฉุกเฉิน ขณะโดยสารบนเครื่องบิน
ลุ้นระทึกอีกครั้ง! กับสายการบินเจ็ทสตาร์ เมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งต้องคลอดลูกแบบฉุกเฉิน บนเครื่องบิน และสามารถคลอดได้อย่างปลอดภัย คุณแม่ท่านนี้จึงตั้งชื่อลูกว่า เด็กชาย เจ็ทสตาร์

เรื่องเกิดเมื่อคุณแม่ท่านหนึ่งโดยสารเครื่องบินเดินทางจาก สิงคโปร์ ไปยังประเทศพม่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เธอไม่คาดคิดว่าจะคลอดแบบกะทันหัน และเป็นโชคดีของเธอที่มีหมออยู่บนเครื่องบินลำดังกล่าวด้วย และหลังจากการคลอดผ่านไปอย่างปลอดภัย กับตันได้นำเครื่องลงจอดที่สนามบินย่างกุ้ง เพื่อให้ทีมแพทย์ได้ดูแลต่อไป

และเนื่องจากคุณแม่และทารกได้รับการดูแลอย่างดีตลอดจนการคลอดสิ้นสุด คุณแม่จึงตั้งชื่อเด็กชายว่า เจ็ทสตาร์ เพื่อเป็นที่ระลึก หลังทำคลอดเสร็จผู้โดยสารต่างปรบมือให้กับความสำเร็จของคุณหมอที่ทำคลอดให้คุณแม่ได้อย่างปลอดภัย

สำหรับคุณแม่ท่านนี้ถึงแม้จะใกล้คลอดแล้ว แต่ทางสายการบินก็สามารถให้ขึ้นเครื่องได้ เพราะเธอมีใบรับรองความปลอดภัยจากแพทย์ และเมื่อมีการคลอดลูกขึ้นแบบกะทันหันนี้ ทางสายการบินก็ได้มอบสิทธิพิเศษเกี่ยวกับการบินให้เด็กน้อย และคุณหมอทั้ง 3 คนที่ช่วยทำการคลอดให้อย่างปลอดภัยอีกด้วย