หนุ่มอ้างเป็นลูกนายตำรวจ! ชกหน้าสาวกลางร้านโจ๊ก ฉุนขอเบอร์โทรไม่ได้

ผู้สื่อข่าวได้รับคลิปวีดีโอของเหตุการณ์ในร้านโจ๊กแห่งหนึ่ง ม.2 ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ใส่หมวกแก๊ปสีดำ ปักตัวอักษร P สวมเสื้อคอกลมสีดำ นุ่งกางเกงขาสั้นสีแดง กำลังยืนพูดคุยกลุ่มวัยรุ่นชายไทยที่มานั่งรับประทานโจ๊กในลักษณะยิ้มแย้ม

ต่อมาชายวัยรุ่นคนดังกล่าวก็ได้ไปยืนคุยกับหญิงสาวชาวไทย 2 คน ที่กำลังนั่งรับประทานโจ๊กอยู่อีกโต๊ะหนึ่งเช่นกัน ต่อมาวัยรุ่นไทยคนนี้ได้กระแทกไปที่โต๊ะของหญิงสาวจนชามโจ๊กได้หกใส่ตัวของหญิงสาวรายนี้ ทำให้หญิงสาวรายนี้โมโหปาแก้วน้ำใส่หนุ่มวัยรุ่น และมีการต่อว่ากันจนมีปากเสียงอย่างรุนแรง

ซึ่งจากภาพ ชายวัยรุ่นจะเดินเข้าไปทำร้ายหญิงสาว โดยมีเพื่อนของหญิงสาวคอยกันไว้ และแฟนสาวของชายหนุ่มก็พยายามเข้าห้ามปราม แต่ไม่เป็นผล จนเกิดมีการขว้างปาสิ่งของใส่กัน ซึ่งจากเหตุการณ์นี้หญิงสาวได้ถูกหนุ่มวัยรุ่นชกไปที่ใบหน้าถึง 2 ครั้ง และถูกชุดพวงเครื่องปรุงปาเข้าศรีษะด้านซ้ายแตก

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง ร.ต.ท.ตุลา สว่างรัตน์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี จนทราบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาเย็นที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้เข้ามาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนแล้ว

และสอบปากคำเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียหายมากับเพื่อนสาวอีกคน ได้เล่าว่า ขณะที่กำลังนั่งรับประทานโจ๊กอยู่ที่โต๊ะ ได้มีชายไทยวัยรุ่นคนดังกล่าวเดินเข้ามาพร้อมบอกว่ามีเพื่อนสนใจและอยากได้เบอร์โทร แต่ผู้เสียหายได้ตอบปฎิเสธและบอกว่า “ไม่รู้จักกัน ให้ไปไม่ได้”

ทำให้หนุ่มวัยรุ่นไม่พอใจ และพูดว่า “รู้ไหมกูเป็นใคร กูเป็นลูกสารวัตร นามสกุล…” จนเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทดังกล่าว ในเบื้องต้นได้ให้ผู้เสียหายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และประสานให้ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ หาตัววัยรุ่นชายคนดังกล่าวแล้ว

ครูขายของออนไลน์ หลอกเด็ก ป.4 ขโมยเงินพ่อแม่มาซื้อนับแสน

เพจดังแฉครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอพรหมคีรี นครศรีธรรมราช ขายของออนไลน์เด็ก ป.4 ขโมยเงินแม่มาซื้อนับแสน สพฐ.เขต 4 นครศรีธรรมราชระบุยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียน-แฉซ้ำเสธ.ดีเอสไออ้างเป็นญาติขู่ผู้ปกครอง ส่วนครูพบมีนามสกุลดังเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรี

โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 ว่าเป็นโรงเรียนที่ปรากฏเหตุการณ์ร้องเรียนผ่านเพจ แหม่มโพธิ์ดำ ถึงพฤติกรรมของครูที่ขายของออนไลน์และได้มีเด็ก ป.4 นำเงินเกือบ 2 แสนบาทมาซื้อของจากครู ขณะที่ครูซึ่งนัดหมายนำเงินมาคืนให้กับผู้ปกครองเมื่อช่วงวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่มาตามนัดหมาย โดยล่าสุดเพจดังกล่าวยังแฉว่า มีผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นเสธ.คนหนึ่งโดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้ามาข่มขู่ผู้ปกครองของเด็กและขู่ว่าจะดำเนินคดีด้วย

ผู้สื่อข่าวได้เข้าติดตามเรื่องนี้ ปรากฎว่าเป็นเรื่องจริง แต่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ของอำเภอพรหมคีรี ระบุว่า เขตพื้นที่ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนใดๆ มาจากผู้ปกครอง หรือได้รับรายงานข้อมูลจากโรงเรียน เรื่องยังคงเป็นเฉพาะตัวบุคคลไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษา ทราบว่าผู้บริหารกำลังเร่งช่วยแก้ปัญหา แต่เขตพื้นที่การศึกษาจะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดอย่างเร่งด่วนในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากเป็นกรณีที่สังคมให้ความสนใจ

ขณะที่ส่วนงานที่เกี่ยวข้องได้สืบสวนข้อมูลในเชิงลึก พบว่าหลังจากที่ผู้ปกครองทราบเรื่องได้เข้าพบกับผู้บริหารโรงเรียนแล้ว โดยผู้บริหารได้เรียก “ครูปุย” มาพบกับผู้ปกครองและได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้ที่โรงเรียนในการนำเงินมาคืน จากนั้นได้มีการนัดหมายรับเงินคืน แต่ครูปุยไม่ได้ไปพบ โดยอ้างว่ามีเงินไม่พอ จากนั้นเรื่องจึงถูกร้องเรียนผ่านเพจจนเป็นข่าวขึ้น และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีใดๆกัน

ส่วนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับครูปุยนั้นพบว่าได้ หารายได้พิเศษด้วยการขายของออนไลน์ มีบุตร 1 คน และได้เลิกรากับสามีไปก่อนหน้านี้ไม่นานนัก นอกจากนี้พบว่ามีนามสกุลเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศไทยด้วย

ชีวิตพิสดาร! พบทาร์ซานเมืองลิง อาศัยบนต้นไม้ เผยมีความสุขมาก แม้ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปาใช้

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบคนอาศัยอยู่บนต้นไม้ ริมถนนสายลพบุรี-บ้านหมี่ ในพื้นที่ ต.โคกกระเทียม อ.เมือง ลพบุรี จึงได้เดินทางไปเพื่อสืบหาความจริง พบนายณัฐพงษ์ หรือ เอ็กซ์ วัย 47 ปี กำลังอยู่บนต้นหางนกยูงสูงกว่า 5 เมตร ที่กำลังออกดอกสีแสดสด สวยงาม

โดยนายณัฐพงษ์กำลังกินข้าวกับหอยต้มอย่างเอร็ดอร่อย ที่ระเบียงติดกับถนน ผู้สื่อข่าวได้ปีนขึ้นไปดู ก็พบว่ากลางต้นหางนกยูงนั้นดัดแปลงเป็นห้องนอน มีโครงสร้างเป็นไม้ คลุมด้วยฟางข้าว ทับด้วยพลาสติก ป้ายไวนิล เพื่อกันฝน และกันลม ไม่ให้พัดพาฟางปลิวหายไป

นายณัฐพงษ์ เล่าว่า ตนเองเคยอาศัยอยู่ที่ หมู่ที่ 10 ต.ท่าแค อ.เมือง ลพบุรี กับพ่อ แต่ถูกขับไล่ที่ เลยต้องไปอาศัยอยู่กับน้า ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ รู้สึกเกรงใจและอึดอัด จึงตัดสินใจปั่นจักรยานคู่ใจมองหาทำเลเหมาะๆ จนมาพบต้นหางนกยูงริมถนน แถมยังติดคลองส่งน้ำ มีกุ้ง หอย ปลา ปู และผักหลากหลายชนิด

แล้วก็ตัดสินใจสร้างบ้านแบบรังนกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา มีความสุขมาก แต่ก็ต้องดิ้นรนทำงานรับจ้างทุกชนิด เพื่อเก็บเงินไว้ซื้อข้าวปลา อาหาร และของใช้ที่จำเป็น บางส่วนทางเทศบาล ต.ท่าแค ให้มาบ้าง และผู้คนที่สงสารก็ให้ข้าว ให้เงินบ้างตามสมควร

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า เเรกๆ ก็กลัวว่าต้นไม้จะหัก ตนเองพยายามหาไม้ เชือกมามัดให้แน่นหนา ทำให้ตอนนี้ไม่กลัวแล้ว เเละดีกว่านอนด้านล่างที่มีทั้งยุง แมลงวัน สัตว์เลื้อยคลาน แต่ที่กังวลก็คือฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง จึงอยากจะได้แผ่นพลาสติก เพื่อมาทำหลังคาป้องกันฝนและรูรั่ว เกรงว่าเมื่อฟางฉ่ำน้ำมากๆ กิ่งหางยกยูงจะทานน้ำหนักไม่ไหวพังครืนลงมา

“ตนไม่อยากหาที่อยู่ใหม่ และรักต้นหางนกยูงต้นนี้มาก ไม่เคยแม้จะเด็ดกิ่งก้าน และดอกของต้นไม้นี้เลย” นายณัฐพงษ์กล่าว

แม่คู่กรณีดีเจเชาเชา รับได้หากลูกชายเป็นฝ่ายผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความฝ่ายผู้เสียชีวิต ให้ข้อมูลกับทีมข่าวพีพีทีวี ว่าหลังจากที่ดีเจเชาเชาเข้าพบแม่ผู้เสียชีวิตเมื่อคืนและได้มอบเงินช่วยเหลือ แต่ไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจน รวมทั้งยืนยันจะส่งตัวแทนมาพบทนายความและญาติผู้เสียชีวิต เพื่อตกลงค่าเสียหายและค่าทำขวัญ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันนี้ ซึ่งเป็นวันจัดงานศพวันสุดท้าย

ส่วนที่มีคลิปตัวใหม่เผยแพร่ออกมา ซึ่งสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์วันเกิดเหตุค่อนข้างชัดเจน ทนายความบอกว่าได้นำคลิปให้แม่ผู้เสียชีวิตดูแล้ว ก็ไม่ได้ติดใจ และยอมรับได้หากลูกชายเป็นฝ่ายผิด โดยหลังจากนี้การดำเนินคดีจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมา นายชวลิต ศรีมั่นคงธรรม หรือ ดีเจเชาเชา เดินทางเป็นเจ้าภาพและร่วมงานศพของนายจิรภาษ วัยรุ่นที่เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันกับรถยนต์ของดีเจเชาเชา

บรรยากาศภายในงานศพเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ซึ่งมีญาติของทางผู้เสียชีวิต และมีผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวกันอย่างเนื่องแน่น เมื่อดีเจเชาเชาเดินทางมาถึงได้เดินไปกราบที่ศพพร้อมทั้งเคาะโลงเพื่อพูดคุยกับน้องผู้เสียชีวิต ซึ่งบรรยากาศทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ย้าย “หมูหยอง” เข้าเรือนจำ หลังก้าวร้าวจนสถานพินิจเอาไม่อยู่

จากกรณีสะเทือนขวัญ นายหมูหยอง อายุ 18 ปี ได้ก่อเหตุฆาตกรรม นายนิรันดร์ อายุ 25 ปี เพื่อนำเงินไปซื้อรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ โดยก่อนหน้านี้ เคยมีประวัติฆ่าคนตายเมื่อปลายปี 2559 โดยคนในครอบครัวระบุว่า นายหมูหยอง มีนิสัยใจคอโหดเหี้ยม ชอบใช้ความรุนแรงมาตั้งแต่เด็ก

ล่าสุด เฟซบุ๊ก อีจัน ได้รายงานความคืบหน้าว่า พ.ต.ท. ณัฐพล กิ่งโชค รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.เมือง จ.ชัยภูมิ ได้เปิดเผยว่า นายหมูหยอง ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดชัยภูมิ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม เพราะว่าหมูหยองมีท่าทีคุกคาม ก้าวร้าว ก่อเหตุเพิ่ม ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ จนสถานพินิจจังหวัดนครราชสีมาควบคุมไม่อยู่ จึงขอศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อขออำนาจศาลพิจารณาให้นำตัวหมูหยอง มาควบคุมตัวที่เรือนจำ จ.ชัยภูมิ ซึ่งศาลอนุญาต

หลังเรื่องของนายหมูหยองถูกเผยแพร่ไปในโลกออนไลน์ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมอันก้าวร้าวเป็นภัยต่อสังคมของนายหมูหยองอย่างหนัก แม้แต่สถานพินิจยังควบคุมไม่ได้

สั่งสอบตำรวจหนุ่ม หลังร่อนการ์ดแต่งกับชายด้วยกัน เกรงกระทบภาพลักษณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียล กรณีตำรวจหนุ่มหน้าตาดีร่อนการ์ดประกาศแต่งงานกับหนุ่มนักธุรกิจรายหนึ่ง โดยมีกำหนดวันวิวาห์ในวันพุธที่ 10 พ.ค. ที่จะถึงนี้ โดยในภาพการ์ดเชิญยังเป็นภาพของนายตำรวจคนดังกล่าวขณะสวมใส่เครื่องแบบตำรวจ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างนั้น

ล่าสุด แหล่งข่าวเปิดเผยว่า พ.ต.อ.ธนศักดิ์ ปานแย้ม รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สามารถ แก้วมณี ผกก.สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้บังคับบัญชาของ ส.ต.ต.ธนเดช หรือนายตำรวจหนุ่มที่กำลังจะจัดงานวิวาห์ เร่งตรวจสอบว่า การแต่งงานของนายตำรวจหนุ่มครั้งนี้ขัดต่อระเบียบวินัย ข้อบังคับ และจริยธรรมอันดีงามของข้าราชการตำรวจหรือไม่

โดยสั่งการให้ตรวจสอบเชิงลึกด้วยว่า ส.ต.ต.ธนเดช มีครอบครัว มีภรรยา มีลูก ก่อนที่จะไปแต่งงานใหม่หรือไม่ ถ้ามีแล้วได้หย่าร้างไปหรือยัง แต่หากไม่มีเรื่องดังกล่าวก็ถือเป็นสิทธิเสรีภาพความชอบส่วนตัว แต่ย้ำว่าต้องไม่ขัดกับจริยธรรมอันดีงามของตำรวจ

แหล่งข่าวเผยด้วยว่า เหตุที่ต้องสั่งตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาอาจมีตำรวจรักหรือชอบพอกับเพศเดียวกัน แต่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตเหมือนเรื่องดังกล่าวเท่านั้น แต่ครั้งนี้สังคมให้ความสนใจมาก จึงต้องระวังเรื่องการส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการตำรวจด้วย

ชายลึกลับเข้าฝันให้ช่วย 5 คืนติด อึ้งขุดเจอเรือตะเคียนโบราณ

พบเรือไม้ตะเคียนโบราณอายุกว่า 100 ปี จมอยู่กลางลำห้วยท่าสว่าง จ. สุรินทร์ชาวบ้านแห่ร่วมพิธีบวงสรวง หลังวิญญาณชายลึกลับมาเข้าฝันขอความช่วยเหลือ ให้นำเรือขึ้นติดต่อกันถึง 5 คืน  

ที่บริเวณลำห้วยท่าสว่าง บ้านอังกัญหมู่ 6 ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ มีชาวบ้านนับร้อยแห่เดินทางมาดูเรือโบราณที่ทำจากไม้ตะเคียนทั้งลำ ซึ่งชาวบ้านไปพบจมอยู่กลางลำห้วยท่าสว่าง โดยชาวบ้านได้ช่วยกันขุดและกู้ซากเรือไม้ตะเคียนโบราณ คาดว่ามีอายุมากกว่า 100 ปี ขึ้นมาทำพิธีบรวงสรวงดวงวิญญาณ และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าของเรือที่ล่วงลับไปแล้ว หลังจากทำพิธีเสร็จใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง ชาวบ้านจึงสามารถช่วยกันขุดขึ้นเรือดังกล่าวขึ้นมาได้

พบเป็นเรือไม้ตะเคียนโบราณ ที่ทำจากต้นตะเคียนขนาดใหญ่ทั้งต้น ขนาดความยาว 9 เมตร กว้าง 1.5 เมตร มีสภาพสมบูรณ์ หลังจากขุดเรือขึ้นมาได้ไม่นาน ขณะที่ทำความสะอาดเรือกันอยู่ ได้มีร่างทรงเป็นหญิงคนหนึ่ง เดินลงไปที่เรือไม้ตะเคียนโบราณ แถมบ่นพึมพำว่า ให้ช่วยลูกหลานของเขาด้วยแล้วก็เป็นลมล้มฟุบไป

ชาวบ้านจึงช่วยกันนำส่งโรงพยาบาล จากนั้นชาวบ้านส่วนหนึ่งได้พากันแยกย้ายกัน ตามหาลูกหลานเจ้าของเรือ ตามที่ร่างทรงผู้หญิงคนดังกล่าวบอก ปรากฏพบว่าเป็นต้นตะเคียนขนาดใหญ่จมอยู่ในโคลนลึกประมาณ 1 เมตร จึงได้ช่วยกันขุดขึ้นมาอีก เพราะเชื่อว่าเป็นลูกหลานของชาวเรือที่ขุดขึ้นมา

นายกองหนุน มิตรชอบ อายุ 43 ปี ชาวบ้านบ้านอังกัญเล่าให้ฟังว่า ตนฝันติดต่อกัน 5 คืนในความฝันเห็นผู้ชายคนหนึ่งมาบอกให้ช่วย ตนและพ่อตาจึงทำพิธีขุดขึ้นมาดังกล่าว

สุดเวทนา! เด็กชายวัย 3 ขวบ ถูกปล่อยทิ้งในวัดกลางดึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิทยุ 191 สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับโทรศัพท์แจ้งจากพระครูจิตตาภิรมย์ เจ้าอาวาสวัดภูเขาดิน หมู่ 5 ต.กุแหระ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ว่ามีคนขับรถจักรายานยนต์นำเด็กอายุประมาณ 3 ขวบ มาทิ้งไว้ในวัด ก่อนจะขับรถจักรยายนต์หลบหนีไป จึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึง พระครูจิตตาภิรมย์ เจ้าอาวาสวัดภูเขาดิน เปิดเผยว่า ช่วงค่ำที่ผ่านมาได้มีชาย หญิงคู่หนึ่ง อายุประมาณ 35-40 ปี ขับรถจักรายานยนต์ไม่ทราบสี และยี่ห้อ เข้ามาจอดภายในวัด จากนั้นได้ขับออกไปอย่างรวดเร็ว ต่อมาได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ จึงออกมาตรวจสอบพร้อมพระลูกวัดและแม่ชี พบเด็กผู้ชายคนดังกล่าวยืนร้องให้สะอึกสะอื้นและมีอาการหวาดกลัวสุดขีด โดยมีถุงพลาสติกใส่เสื้อผ้าเด็กประมาณ 10 ชุด วางอยู่

จากการสอบถามรายละเอียดและถามชื่อพ่อแม่ เด็กไม่สามารถบอกได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า เด็กน้อยคนดังกล่าวน่าจะบอกได้ว่าพ่อแม่ชื่ออะไร เป็นใครอยู่ที่ไหน แต่เด็กน้อยยังอยู่ในอาการตกใจหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงยังไม่สามารถบอกเล่ารายละเอียดต่างๆ ได้

ตรวจสอบภายในกระเป๋าเสื้อผ้าเด็กและจดหมาย 1 ฉบับ ระบุบ้านเลขที่แห่งหนึ่งใน ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ชื่อบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นหญิงนามสกุลดัง อ.ท่งใหญ่ และ จ.นครศรีธรรมราช ส่วนอีกด้านหนึ่งเขียนข้อความด้วยปากกาความว่า “เรื่องที่ผ่านมาไม่ว่าจะทำไรผิดจะไม่คิดไม่แค้น แต่ขอให้ทำตามคำพูดที่บอกว่าให้ตายเลี้ยงลูก 1 คน คือน้องแต้ม ตัวเองจะรับผิดชอบไตเติ้ลเอง แต่มาวันนี้ฝ่ายผู้ชายบอกว่ารับผิดชอบแต่ตัวผู้หญิงที่ก็ยังยอม อย่าให้เวรกรรมตกอยู่กับเด็กอย่าหลงแต่คนที่เพิ่งพบ ในเมื่อเคยพูดไว้พันปรือก็ทำตามสัญญา อย่าพยายามสร้างเรื่องให้ลำบากกว่านี้ รับผิดชอบน้องไตเติ้ลทุกเรื่องก็จะจบคนอื่นก็อยู่ลำบาก พอคิดจะรับผิดชอบตัวคุณเองก็พยายามหาเรื่องมาให้ลูกหลานลำบากทุกวัน อย่าให้ลูกหลานอยู่ลำบากกว่านี้เลย” นอกจากนี้ยังพบเบอร์โทรศัพท์ที่เขียนทิ้งไว้ให้

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่หลายคนเข้าให้การช่วยเหลือเด็ก แต่เด็กเกิดอาการตกใจถึงกับร้องไห้ ซึ่งทุกคนก็พยายามจะสอบถามถึงพ่อแม่และชื่อของเด็กว่าชื่ออะไร แต่เด็กอยู่ในอาการตกใจกลัวและก็ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา และเกาะติดกับเจ้าอาวาสตลอดเวลา เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นเจ้าอาวาสจึงตัดสินใจนำเด็กเข้าไปนอนในกุฏิเจ้าอาวาส และบอกกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าพรุ่งนี้ค่อยมารับตัวเด็กไปที่โรงพัก เพื่อสอบถามรายละเอียดต่างๆ ที่มีข้อความพร้อมเบอร์โทรศัพท์อยู่ในกระดาษ แต่คืนนี้ขอให้เด็กนอนที่นี่ก่อนทุกคนจึงพากันเดินทางกลับ

ด้าน พ.ต.ท.เกษม จอมพงศ์ พนักงานสอบสวน กล่าวว่า เมื่อรับตัวเด็กมาที่โรงพักก็จะให้นักจิตวิทยามาช่วยสอบปากคำ เพื่อจะได้ติดตามตัวผู้ที่เป็นผู้ปกครองที่เป็นพ่อแม่ของเด็กมาสอบสวนว่า เกิดอะไรขึ้นถึงได้นำเด็กไปทิ้งไว้ในวัด หากพบว่ากระทำความผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนตัวเด็กหากไม่มีใครมารับก็จะส่งให้สถานสงเคราะห์เด็กมารับไปดำเนินการต่อ เพื่อให้เด็กได้มีที่อยู่ที่กินที่เรียนหนังสือ

ดูแลผิวหน้าหนาว ด้วยเทคนิคง่ายๆ อย่าอาบน้ำเกิน 15 นาที

ดูแลผิวหน้าหนาว ด้วยเทคนิคง่ายๆ อย่าอาบน้ำเกิน 15 นาที
ปัญหาของผิวสาวสำหรับหน้าหนาวคือผิวที่แห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น บางครั้งทาครีมเท่าไหร่ก็ยังไม่ช่วยสะที แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่าการอาบน้ำนั้นก็สามารถช่วยให้ผิวของเรามีสุขภาพที่ดีขึ้น ลองมาดูวิธีอาบน้ำเพื่อผิวสุขภาพดีกันดีกว่าค่ะ

Shower_1

ลมหนาวมาเยือนกันแล้ว การที่จะ ดูแลผิวหน้าหนาว นอกจากการทาครีมเพื่อลดความแห้งกร้านของผิวแล้ว การอาบน้ำก็ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการอาบน้ำในเวลาที่มากกว่า 15 นาที จะยิ่งทำให้ผิวแห้งตึง สูญเสียน้ำและความสมดุล สาวๆ คนไหนที่ชอบอาบน้ำนานๆ เป็นชั่วโมง คงต้องปรับตัวกันสักหน่อยแล้วล่ะ

นอกจากนี้แล้วผิวที่สุขภาพดีนั้น อย่าได้ละเลยการบำรุงผิว เรามีผลิตภัณฑ์เพื่อผิวนุ่ม ชุ่มชื้น พร้อมกลิ่นหอมจนคนใกล้ตัวต้องเหลียวหลัง กับ Bath & Body ราคาพิเศษเอาใจสาวๆรับหน้าหนาวในราคาเพียง 350 บาทเท่านั้น!! หมดเขตช้อปภายในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ หากใครสนใจลองเข้ามาดูได้ ที่นี่

การใช้คลอรีน ในสระว่ายน้ำ

การใช้คลอรีน ในสระว่ายน้ำ
ช่วงหน้าร้อน หลายคนคงอยากกระโดดน้ำ ลงไปแหวกว่ายในสระว่ายน้ำให้ฉ่ำใจ เพราะเห็นน้ำใสสะอาดน่าเล่น แต่คุณรู้หรือไม่ว่า น้ำในสระว่ายน้ำส่วนใหญ่ จะมีการผสมสารเคมีภัณฑ์ ที่มีชื่อว่า คลอรีน (Chlorine) เราอาจจะเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่รู้ว่ามันคือสารอะไร มีประโยชน์และโทษอย่างไร เราจะมาอธิบายแบบคร่าวๆ ให้คุณเข้าใจเพื่อที่จะได้ใช้มันได้อย่างเข้าใจ

คลอรีน คืออะไร ?

คลอรีน เป็นสารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง ถูกนำมาใช้สำหรับการฆ่าเชื้อโรค และนำไปใช้ในด้านต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ตลอดจนสาธารณสุข ที่เห็นได้ชัดคือการนำมาเป็นสารในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ของขบวนการผลิตน้ำดื่ม-น้ำใช้ ในโรงงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ ในตลาดสดหรือครัวเรือน รวมทั้งใช้ในการบำบัดน้ำเสียจากแหล่งต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสระว่ายน้ำ

คลอรีนที่ใช้โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ คือ

คลอรีนที่มาในรูปแบบก๊าซ
คลอรีนที่มาในรูปแบบน้ำ
– โซเดี่ยมไฮโปคลอไรท์ ( คลอรีนน้ำ )
– คลอรีนเหลว ( Liquid Chlorine )
– น้ำยาฟอกขาว (Liquid Calcium Hypo
คลอรีนที่มาในรูปแบบของแข็ง
– แคลเซี่ยม ไฮโปคลอไรท์
– โซเดี่ยมไดคลอโร ไอโซไซยานูเรท ( DCCNa )
– ไตรคลอโรไอโซไซยานูริคแอซิด
คลอรีน ในสระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำ ได้มีการนำสารคลอรีนมาผสมในน้ำ เพื่อช่วยฆ่าจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคต่างๆ เพราะในแต่ละวันจะมีคนจำนวนมากมาว่ายน้ำ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีจุลินทรีย์จากร่างกาย เช่น เหงื่อ ขับออกมาทำให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ ทั้งนี้ปริมาณคลอรีนในสระว่ายน้ำที่ใช้จะมีปริมาณ 0.6 – 1.0 ส่วนในล้านส่วน แต่ในปัจจุบัน ผู้ดูแลสระว่ายน้ำได้นำคลอรีนมาใส่ในปริมาณที่เกินมาตรฐาน หรือไม่ก็นำสารประกอบคลอรีนอื่นๆ มาใช้ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้ใช้บริการได้ง่าย ยิ่งเข้าหู ตา จมูก ก็อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยา เกิดการสะสมในร่างกายได้

สรุปประโยชน์ และโทษของสารคลอรีน

คลอรีน ถือว่าเป็นสารที่มีมีปลอดภัยสูง เพราะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้น้ำใสสะอาดปลอดเชื้อ และสามารถสลายตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องใส่ในปริมาณที่เหมาะสม
หากใช้ในปริมาณที่มากเกินอัตราส่วนที่กำหนด อาจเป็นอันตรายต่ออวัยวะของร่างกายได้ เช่น ตา จมูก ผิวหนัง เมื่อถูกคลอรีนจะอักเสบและบวมพอง ถ้าสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดอาการอึดอัด หายใจไม่สะดวก เจ็บคอ แน่นหน้าอก ถ้าได้รับสารปริมาณมาก ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้
ทีมนักวิจัยจากศูนย์วิจัยระบาดวิทยาสิ่งแวดล้อม (Centre of Research in Environmental Epidemiology : CREAL) และสถาบันวิจัย โรงพยาบาล เดล มาร์ (Research Institute Hospital del Mar) ในประเทศสเปน ได้รายงานผลการศึกษาผลต่อสุขภาพของน้ำในสระว่ายน้ำที่ใส่สารฆ่าเชื้อโรคในวารสารอีเอชพี (Environmental Health Perspectives : EHP) ระบุว่าการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำที่มีส่วนผสมของคลอรีน อาจชักนำให้เกิดภาวะความเป็นพิษต่อยีน (genotoxicity) ซึ่งเป็นผลให้ดีเอ็นเอถูกทำลายและอาจกลายเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็งได้เท่ากับการหายใจเข้าไป ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาถึงสารตกค้างจากการฆ่าเชื้อโรค