มารู้จักกันว่าสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด มีอะไรบ้าง!

มารู้จักกันว่าสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด มีอะไรบ้าง!

บึงพลาญชัย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บึงพลาญชัย

ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด มีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 2แสนตารางเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกขนาดใหญ่ มีพันธุ์ไมต่างๆ ร่มรื่นและในบึงน้ำมีปลาชนิดต่างๆหลายพันธุ์มากมาย มีเรือสำหรับให้ประชาชนได้พายเล่นในบึง นอกจาก นั้นยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลของจังหวัด รวมทั้ง  จัดมหรสพต่างๆ ภายในบึงพลาญชัยยังมีสิ่งก่อสร้างที่น่า สนใจ คือ

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เป็นที่เคารพบูชาของชาว ร้อยเอ็พระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่ กลางสวนดอกไม้พานรัฐธรรมนูญ และนาฬิกาดอกไม้

ภูพลาญชัย มีลักษณะเป็นสวนสัตว์และน้ำตกจำลอง

สนามเด็กเล่น นกชนิดต่างๆ สวนสุขภาพ เป็นสวนออกกำลังกาย เพื่อให้ประชาชนได้ออก กำลังกาย อันเป็นการเสริมสร้างพลานามัยแก่ชาว ร้อยเอ็ด

วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์นาราม (ผาน้ำย้อย)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์นาราม (ผาน้ำย้อย)

วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม (ผาน้ำย้อย)ตั้งอยู่ที่ บ้านโคกกลาง ต.ผาน้ำย้อย อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด (ห่างจาก อ.หนองพอก 13 กม. ถนนสายหนองพอก-เลิงนกทา) มูลเหตุในการก่อตั้งวัด  เมื่อปี พ.ศ.2493-2494 ท่านพระอาจารย์ศรี มหาวีโร ได้ธุดงค์มาเจริญสมถกัมมัฎฐา่นเพื่อแสวงหาความสงบ ครั้นต่อมาเมื่อ พ.ศ.2493-2500 ท่านพระอาจารย์ได้พาพระภิกษุซึ่งเป็นศิษย์
มาปฏิบัติธรรม ซึ่งสถานที่แห่งนี้แต่ก่อนเป็นป่าดงดิบสภาพป่า สวยงามตามธรรมชาติ มีสัตว์ป่านานาชนิดอาศัยอยู่สาเหตุที่ได้ชื่อว่า
ผาน้ำย้อย เพราะภูเขาลูกนี้มีสภาพเป็นหน้าผาสูงชัน มีน้ำตกไหลหยดย้อยตลอดเวลาทั้งปีคล้ายกับน้ำตกจากชายคา เมื่อชาวบ้านเจ็บป่วยก็จะได้น้ำ ณ จุดนี้ไปดื่มกิน เพื่อรักษาโรคตามความเชื่อจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ได้ชื่อโดยสมบูรณ์ว่า วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม ครั้นต่อมา สภาพป่าถูกทำลายเนื่องจากประชาชนได้ลักลอบ ตัดไม้บางกลุ่มก็เข้าไปทำไม้แปรรูปขาย บางกลุ่มก็เข้าไปทำลายเพื่อเข้าไปอาศัยอยู่ปฏิบัติเพื่ออุดมการณ์ จึงเป็นสาเหตุให้ทางราชการได้พยายาม หาวิธีปราบปราม
ด้วยวิธีต่างๆ ต่อมาได้พิจารณาเห็นความสำคัญของพุทธศาสนาว่า พระพุทธศาสนาเป็นที่รวมจิตใจของประชาชนได้ เพราะพระพุทธศาสนาได้สอนให้คนเป็นคนดี มีความรักหมู่รักคณะ เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอัน จะนำความสงบมั่นคงให้แก่ประเทศ
ชาติ บ้านเมืองได้ ดังนั้นในปี พ.ศ.2517 น.อ.ประสิทธิ์ ทองใบใหญ่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ในสมัยนั้น จึงได้กราบนิมนต์ท่าน พระอาจารย์ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม ต.ศรีสมเด็จ อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อให้ท่านพิจารณาตั้งวัดเป็นการถาวรขึ้น เพื่อจะได้ใช้สถานแห่งนี้เป็นที่ปฏิบัติธรรม และอบรมสั่งสอนศีลธรรมให้กับประชาชน ตามหลักของพระพุทธศาสนา ซึ่งตามแนวปฏิบัติ
ของท่าน พระอาจารย์ศรี มหาวีโร ท่านได้ปฏิบัติเคร่ง- ครัดในธุดงควัตร และการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อันเป็นเหตุผลให้ความตรึงเครียด
้ทางด้านการเมือง การก่อการร้ายลดลง และได้้หมดไปในที่สุด ดังที่ได้เห็นในขณะนี้ และในปีนี้นั้นเอง ท่านได้ส่งพระมาจำพรรษา จำนวน 5 รูป ซึ่งมี หลวงปู่ บุญศรี ญาณธมฺโม รวมอยู่ด้วย เนื้อที่ของวัดมีประมาณ 28,000 ไร่ และยังได้ปลูกต้นไม้เสริมขึ้นอีก 300,000 ต้น

วัดบูรพาภิราม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วัดบูรพาภิราม

เขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญเดิมชื่อ วัดหัวรอ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อ มาเป็นวัดบูรพาภิรามมีพระพุทธรูปปางประทานพร ที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กที่ฐานพระพุทธรูปองค์นี้ เป็นห้องพิพิธภัณฑ์จำนวน หลายห้อง ความสูงขององค์พระวัดจากพระบาทถึงยอดเกศสูงถึง 59 เมตร 20เซนติเมตร และมีความสูงทั้งหมด 67 เมตร 85 เซนติเมตร นอกจากนี้หลวงพ่อใหญ่ยังเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด และปรากฏอยู่ในคำขวัญของเมืองร้อยเอ็ดด้วย ด้านทิศ ตะวันออกของบริเวณวัดอยู่ติดกับคูรอบเมืองสมัย เก่า ซึ่งเป็นที่่สร้างศาลาศาลเจ้าพ่อมเหศักดานุภาพ ซึ่งชาวเมืองร้อยเอ็ดเคารพนับถือมาก

วัดกลางมิ่งเมือง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วัดกลางมิ่งเมือง

ตั้งอยู่บนเนินใจกลางเมืองเป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐาน ว่าสร้างก่อนตั้งเมืองร้อยเอ็ดส่วนอุโบสถสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายในอดีตเคยใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำ พิพัฒน์สัตยา ปัจจุบัน เป็นสถานที่ศึกษาปริยัติธรรมและ สถานที่สอบธรรมสถานชื่อโรงเรียนสุนทรธรรมปริยัติ บริเวณผนังรอบอุโบสถมีลวดลายภาพวาด แสดงถึงพุทธ ประวัติ สวยงาม และมีค่าทางศิลปะ

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำร้อยเอ็ด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำร้อยเอ็ด

ประวัติความเป็นมา สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเมืองร้อยเอ็ด

สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของชาวจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นแห่งแรกในภาคอีสาน ตั้งอยู่บริเวณบึงน้อยติดกับบึงพลาญชัยทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นสถานที่จัดแสดงสัตว์น้ำจืดขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในที่ดิน เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน17.6 ตารางวา วางศิลาฤกษ์อาคาร เมื่อวันที่ 24 พศจิกายน 2543 โดย ฯพณฯ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(ในขณะนั้น)เป็นประธานในพิธี ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดร้อยเอ็ดและกรมประมงจึงได้ถ่ายโอน ให้เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดเป็นผู้จัดการในการให้บริการ ตลอดจนการบำรุงรักษา ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2546 ใช้งบประมาณประจำปี 2543 จำนวน 53,442,000 บาท

เวลาเปิดให้บริการ

  • เปิดให้เข้าชม วันพุธ อาทิตย์ เวลา 8.30 – 16.30 น.
  • ปิดทำการ วันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์

กู่กาสิงห์

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กู่กาสิงห์ ร้อยเอ็ด

ที่ตั้ง

          บ้านกู่กาสิงห์ ตั้งอยู่บริเวณฝั่งแม่น้ำเสียวใหญ่ ของทุ่งกุลาร้องไห้ ในเขตปกครองตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

ประวัติความเป็นมา

          บริเวณที่ตั้งบ้านกู่กาสิงห์ในปัจจุบัน เดิมเป็นชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ต่อเนื่องมาถึงสมัยประวัติศาสตร์ในสมัยวัฒนธรรมเขมร ดังปรากฎภาชนะดินเผาในพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่ ๒ และโบราณสถานขอม กู่กาสิงห์ กู่โพนวิจและกู่โพนระฆัง (กู่ มีความหมายเดียวกับ ปราสาท) ตั้งอยู่ในชุมชนเดิมบริเวณทำเลที่ตั้งชุมชนเป็นป่ารกทึบไม่มีคนอยู่อาศัย บริเวณปรางค์กู่เป็นป่าไผ่ปกคลุมไปด้วยป่าไผ่ บ้างก็ว่าในบางฤดูกาลจะมีนายพรานมาสร้างที่พักดักยิงสัตว์ หรือเป็นที่หลบซ่อนของโจรผู้ร้ายที่มาจากเขตแดนจังหวัดสุรินทร์
          คุณพ่อสอน นามเขต กล่าวว่า เดิมชาวบ้านกู่กาสิงห์เป็นชาวเมืองสุวรรณภูมิ อาศัยอยู่ที่บ้านเหม่า ต่อมาได้พากันอพยพไปตั้งเมืองจตุรพักตรพิมานกับขุพรมพิทักษ์ ภายหลังเป็นพระธาดาอำนวยเดช (ต้นสกุลสุวรรณธาดา) อยี่เมืองจตุรพักตรพิมานได้ ๗-๘ ปี เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๔๖ พ่อใหญ่ตาแสงลือ (ต้นสกุลศรีกู่กา) พ่อใหไญ่พระจันทร์ (ต้นสกุลศรีเที่ยว) พ่อใหญ่เพียราช (ต้นสกุลอุปวงษา) และพ่อใหญ่สักขา (ต้นสกุลบัวเบิก ภายหลังท่านนี้เดินทางกลับไปอยู่ที่เมืองจัตุรพักตรพิมานเช่นเดิม) ได้พากันอพยพย้อนกลับมาตั้งภูมิลำเนาที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ณ บริเวณคุ้มน้อย(หมู่ที่ ๓) ในปัจจุบัน โดยอ้างว่าได้รับการกดขี่ข่มเหงจากเจ้านายที่ปกครองไม่เป็นธรรม และได้ยึดถือเอาซื่อโบราณสถานขอมซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้าน เป็นชื่อที่เป็นมงคลนาม ว่า บ้านกู่กาสิงห์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
          หลังจากนั้นชาวเมืองสุวรรณภูมิ เมื่อทราบว่าคนที่รู้จักมักคุ้นกันมาแต่เดิมได้อพยพตามเข้ามาอยู่อาศัยที่คุ้มน้อยด้วย เนื่องจากว่าเป็นถิ่นที่มีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อมีครัวเรือนหนาแน่นขึ้นกลุ่มคนที่มาจากเมืองจตุรพักตรพิมานจึงย้ายไปอยู่คุ้มหนองกกหรือคุ้มใหญ่ (หมู่ที่ ๒) ส่วนกลุ่มมาจากบ้านจานทุ่ง บ้านดงมัน ตำบลสิงห์โคก อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่คุ้มตะวันตก ซึ่งเดิมทีเป็นที่โล่งไม่มีต้นไม้ เป็นที่เลี้ยงวัวควายของชาวบ้าน โดยภาพรวมเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาว ส่วนที่มาจากชาวบ้านจานเป็นชาวไทยโคราช เรียกว่าไทยเบิ้งด้วยชาวไทยเบิ่งมีภาษาสำเนียงพูดเป็นเอกลักษณ์ คนทั่วไปจึงเรียกคุ้มตะวันตกว่าคุ้มบ้านจานเดิมบ้านกู่กาสิงห์ขึ้นกับเขตปกครองของตำบลหนองแวง ตำบลเมืองบัวตามลำดับ จนกระทั่งปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ แยกตั้งเป็นตำบลกู่กาสิงห์ มีนายบ่มศักดิ์ กลบรัตน์ เป็นกำนันคนแรก ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ยกฐานะการปกครองเป็นเทศบาลตำบลกู่กาสิงห์ มีพื้นที่ปกครอง ๘.๓ ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม ๕ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านกู่กาสิงห์ หมู่ที่ ๑ บ้านกู่น้อย หมู่ที่ ๓ บ้านหนองเมืองแสน หมู่ที่ ๒ บ้านหนองสิม หมู่ที่ ๙ ตั้งเป็นกลุ่มบ้านอยู่ด้วยกัน ส่วนบ้านหนองอีดำ หมู่ที่ ๔ ตั้งอยู่ต่างหากห่างไปประมาณ ๕๐๐ เมตร ปัจจุบันมีทั้งสิ้น ๑,๓๔๘ ครัวเรือนประชากร ๕,๕๓๗ คน
          ในด้านการท่องเที่ยวปลายปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ กรมศิลปากรเข้าไปขุดบูรณะกู่กาสิงห์ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ ทางราชการจัดงานเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเกษตรในทุ่งกุลาร้องไห้ ชื่องาน “กินข้าวทุ่งฯ นุ่งผ้าไหม” ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ คณะนักวิจัยได้รับงบประมาณจัดทำการวิจัยท้องถิ่น เรื่องการศึกษารูปแบบกิจกรรมและการจัดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เหมาะสมศักยภาพชุมชน เมื่องานวิจัยเสร็จสิ้นได้ตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นเจ้าภาพจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยในปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ จังหวัดร้อยเอ็ดได้เข้าไปเปิดแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง

กู่พระโกนา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กู่พระโกนา ร้อยเอ็ด

กู่พระโกนา ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ วัดกู่พระโกนา หมู่ 2 ตำบลสระคู การเดินทางจากจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางตามทางหลวงสาย 215 ผ่านอำเภอเมืองสรวง อำเภอสุวรรณภูมิ จากนั้นเข้าสาย 214 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงกู่พระโกนา ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตรจากจังหวัด ปัจจุบันมีวัดสร้างอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีถนนเป็นทางแยกเข้าไปทางด้านซ้ายมือ ด้านหน้าเป็นสวนยาง กู่พระโกนา ประกอบด้วย ปรางค์อิฐ 3 องค์ บนฐานศิลาทราย เรียงจากเหนือ-ใต้ ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงล้อมและซุ้มประตูเข้า-ออกทั้ง 4 ด้าน ก่อด้วยหินทรายเช่นกัน
    ปรางค์องค์กลางถูกดัดแปลงเมื่อ พ.ศ. 2417 โดยการฉาบปูนทับและก่อขึ้นเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีซุ้มพระทั้ง 4 ทิศ หน้าปรางค์องค์กลางชั้นล่างสร้างเป็นวิหารพระพุทธบาทประดับเศียรนาค 6 เศียรของเดิมไว้ด้านหน้า ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ ก็ได้รับการบูรณะจากทางวัดเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนรูปทรงอย่างปรางค์องค์กลาง ปรางค์องค์ทิศเหนือทางวัดสร้างศาลาครอบ ภายในมีหน้าบันสลักเรื่องรามายณะ และทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ติดอยู่ที่เดิม คือเหนือประตูทางด้านหน้า ส่วนทับหลังประตูด้านทิศตะวันตกหล่นอยู่บนพื้นเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ

    ปรางค์องค์ทิศใต้ยังคงมีทับหลังของเดิมเหนือประตูหลอกด้านทิศเหนือเป็นภาพเทวดานั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล นอกจากนี้ทางด้านหน้ายังมีทับหลังหล่นอยู่ที่พื้น เป็นภาพพระอิศวรประทับนั่งบนหลังโค และมีเสานางเรียงวางอยู่ด้วย สันนิษฐานว่า กู่พระโกนาเดิมจะมีสะพานนาคและทางเดินประดับเสานางเรียงทอดต่อไปจากซุ้มประตูหน้าไปยังสระน้ำ หรือบารายซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 เมตร จากรูปแบบลักษณะทางศิลปกรรมทั้งหมดของภาพสลัก และเสากรอบประตู ซึ่งเป็นศิลปะขอมที่มีอายุในราว พ.ศ. 1560-1630 (แบบบาปวน) สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาคงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่16

    การเดินทาง อยู่ห่างจากอำเภอเมือง 60 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 215 ผ่านอำเภอเมืองสรวง อำเภอสุวรรณภูมิ จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 214 ไปประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงกู่พระโกนา อยู่ทางซ้ายมือ ด้านหน้าทางเข้าจะเป็นสวนยาง บริเวณวัดมีลิงแสมอาศัยอยู่



ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *